บทร้อยกรองไพเราะที่นี่ครับ

คำสำคัญ: บทร้อยกรอง

Views: 23150

ตอบกลับที่นี่

Replies to This Discussion

เชิญเที่ยวชุมพร (ฝึกร้องมโนราห์)
ถึงชุมพรประตูสู่ภาคใต้ เห็นทิวไม้เมืองปะทิวพลิ้วไหวไหว
ยางพาราปาล์มน้ำมันอันวิไล หาดยายไอ๋น่าเที่ยวเชิญเหลียวดู
ทุ่งวัวแล่นแดนดินถิ่นหาดสวย ปะการังนั้นช่วยให้เลิศหรู
ไปเกาะเต่าเรามีเรือนะโฉมตรู แล่นตามลู่ชมเกาะแก่งแหล่งงามตา
เข้าท่าแซะแวะไหว้พ่อหินช้าง เล็บมือนางกล้วยนี้ดีหนักหนา
มีวางขายรายเรียงเคียงทางมา ซื้อฝากหาลูกหลานเบิกบานใจ
แวะน้ำตกกะเปาะน้ำเซาะซ่า สายธาราเชี่ยวกรากหลั่งหลากไหล
ถ้ำรับร่อขอพรพระรัตนตรัย คุ้มกายใจให้หมดทุกข์สุขสบาย
เมืองชุมพรขอพรกรมหลวง ฯ สิ่งทั้งปวงที่จำนงจงสมหมาย
หาดทรายรีนี้สวยด้วยหาดทราย ใครเยี่ยมกรายคลายทุกข์สุขรื่นรมย์
ป่าชายเลนเขียวชอุ่มพุ่มไสว มีสะพานเดินไต่ช่างเหมาะสม
อุทยานหมู่เกาะนี้คนนิยม ขอเชิญชมเพลินตาพาสุขใจ
มีโครงการแก้มลิงยิ่งใหญ่นัก แจ้งประจักษ์เลื่องลือคือหนองใหญ่
พระราชดำริในหลวงของปวงไทย ชาวชุมพรชื่นใจในบารมี
อนุรักษ์ของโบราณงานสร้างสรรค์ พิพิธภัณฑ์ชูหน้าสง่าศรี
พายุเกย์มีให้เห็นเป็นอย่างดี ประเพณีวัฒนธรรมนำให้ชม
สับปะรดเมืองสวีนี้รสหวาน คนกล่าวขานถ้ำขวัญเมืองเรืองรุ่งสม
พระธาตุสวีคนศรัทธาน่านิยม สิ่งนานนมโบราณสืบสานมา
ระกำหวานสละพบปะทั่ว รสหวานยั่วชิมลองต้องซื้อหา
ชิมระกำไม่ระกำซื้อนำพา ฝากเพื่อนยาญาติมิตรจิตสัมพันธ์
ทุ่งตะโกโก้หรูดูสดใส หาดอรุโณทัยใครสร้างสรรค์
เวลาเช้าเฝ้าดูดวงตะวัน ค่อยค่อยผันขึ้นจากน้ำตามเวลา
ดวงอาทิตย์ทำงานพานให้คิด นำชีวิตสู้งานผ่านปัญหา
คนตะโกรุ่งเรืองเลื่องลือมา พืชนานาหลายหลากพันธุ์มากมาย
เมืองหลังสวนมีสวนล้วนอยู่หลัง ข้างหน้าตั้งร้านเรียงคนเคียงขาย
เห็นแม่ค้ามังคุดหยุดทักทาย มีคนขายเงาะทุเรียนต้องเวียนไป
ถ้ำเขาเกรียบเลียบชมสมคำอ้าง ถ้ำเวิ้งว้างหินย้อยห้อยไศล
เหมือนคนปั้นแต่งให้หรูดูวิไล มองข้างในเหมือนสวรรค์ชั้นเมืองพรหม
ย่างเดือนสิบหยิบเรือแข่งที่แห่งนี้ ประเพณีสืบสานงานเหมาะสม
ขอเชิญชวนทุกท่านผ่านแวะชม น่านิยมคนหลังสวนล้วนคนดี
เที่ยวจนเหนื่อยเมื่อยล้าหาที่พัก เกาะพิทักษ์ได้มาอยู่แสนสุขี
ธรรมชาติได้รักษามาอย่างดี เชิญพักที่โฮมสเตย์ทะเลงาม
มองละแมแลน้ำพุที่คุกรุ่น ใจอบอุ่นเมื่อมายลคนซักถาม
คนที่นี่เป็นมิตรจิตใจงาม สิ่งลือนามกล้วยหอมดีมีราคา
มีหลากหลายพืชพันธุ์ที่สรรค์สร้าง มองริมทางร่มรื่นชื่นหนักหนา
เที่ยวละแมแวะแม่โจ้โก้วิชา พัฒนาชุมพรกระฉ่อนไกล
อันพะโต๊ะต้นน้ำงามด้วยป่า สายธาราธรรมชาติสะอาดใส
มีแพล่องท่องแม่น้ำผจญภัย เพลิดเพลินใจเมื่อได้ชมสมคำลือ
ผลไม้นานาแถบป่าเขา ทั่วลำเนาปลูกไว้เพื่อขายซื้อ
ทิวทัศน์งดงามนามระบือ ได้ยินชื่อแล้วมาเที่ยวเลี้ยวแวะชม
เชิญท่องเที่ยวชุมพรก่อนไปอื่น ของดีดื่นหาดเกาะงามเหมาะสม
อาหารอร่อยหอยปลาน่านิยม อีกทั้งกรมหลวงคุ้มปวงภัย
มีผักเหลียงสะตอไว้รอรับ เคียงคู่กับขนมจีนของปักษ์ใต้
เที่ยวชุมพรสุดแสนสบายใจ คนทั่วไปยิ้มแย้มแถมใจดี

พรรณี จันทร์ณรงค์
ฝีมือจริงๆค่ะ อยากได้ยินตอนเป็นเพลงมโนราห์จังเลยค่ะ

สุดยอดเลยครับ  ว่างๆ ผมขออนุญาตไปทำเป็นเวอร์ชั่นหนังตะลุงนะครับ

สุดยอดคค่ะ
หลักการแต่งกลอนแปด และกลอนต่างๆ

รวบรวมจากเว็บไซต์ต่างๆ และนำไปลงไว้ที่

http://sakaeofm89.com/forum/index.php/topic,144.0.html

พอดีเว็บไซต์จะปิดเลยขอนำมาไว้ที่นี่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่บุคคลทั่วไปที่สนใจค่ะ


หัวข้อ : หลักการแต่งกลอนแปดสุภาพ


กลอนแปดสุภาพ


ตัวอย่าง

กลอนสุภาพแปดคำประจำบ่อน.............อ่านทุกตอนสามวรรคประจักษ์แถลง
ตอนต้นสามตอนสองสองแสดง..............ตอนสามแจ้งสามคำครบจำนวน
มีกำหนดบทระยะกะสัมผัส....................ให้ฟาดฟัดชัดความตามกระสวน
วางจังหวะกะทำนองต้องกระบวน..........จึงจะชวนฟังเสนาะเพราะจับใจ ฯ

ฉันทลักษณ์

๑. ในวรรคหนึ่ง ๆ มีอยู่ ๘ คำ จะใช้คำเกินกว่ากำหนดได้บ้าง แต่ต้องเป็นคำที่ประกอบด้วยเสียงสั้น
๒. การส่งสัมผัส คำที่ ๘ ของวรรคแรก สัมผัสกับคำที่ ๓ หรือคำที่ ๕ ของวรรคที่สอง คำที่ ๘ ของวรรคที่ ๒ สัมผัสกับคำที่ ๘ ของวรรคที่ ๓
คำที่ ๘ ของวรรคที่ ๓ สัมผัสกับคำที่ ๓ หรือที่ ๕ ของวรรคที่ ๔ และคำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทต่อไป
๓. วรรคสดับ หรือวรรคแรก คำสุดท้ายใช้คำเต้น คือ เว้นคำสามัญใช้ได้หมด แต่ถ้าจำเป็นจะใช้เป็นเสียงสามัญก็อนุญาตให้ใช้ได้บ้าง แต่อย่าบ่อยนัก
พยายามหลีกเลี่ยง
๔. วรรครับ หรือวรรคสอง คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงจัตวา ส่วน เอก โท ตรี ได้บ้าง ห้ามเด็ดขาดคือ เสียงสามัญ
๕. วรรครอง หรือวรรคสาม คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ ห้ามใช้เสียงจัตวา หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์
๖. วรรคส่งหรือวรรคสี่ คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ ห้ามใช้คำตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต์
๗. คำที่ ๓ ของวรรครองและวรรคส่ง ใช้ได้ทุกเสียง
๘. นิยมสัมผัสในระหว่างคำที่ ๕-๖-๗ ของทุก ๆ วรรค
๙. นิยมสัมผัสชิดในระหว่างคำที่ ๓-๔ ของวรรคสดับและวรรครอง
๑๐. อย่าให้มีสัมผัสเลือน, สัมผัสซ้ำ, สัมผัสเกิน, สัมผัสแย่ง, สัมผัสเผลอ, และสัมผัสเพี้ยน

-------------------------------------

อุเทน ปัญญาปริทัตต์, พุทธประวัติ ภาคหลากบทกวี, หน้า ๒๕๖-๒๕๗



จาก http://board.dserver.org/b/bandokbua3/00000098.html


จักขานไขในด้านการสัมผัส
กลอนที่จัดว่างามตามประสงค์
หากสัมผัสจัดวางอย่างบรรจง
กลอนจะส่งสูงค่าน่านิยม

แต่บางครั้งยังมีที่ควรเน้น
หากจะเน้นเนื้อหาค่าคำสม
ห่างสัมผัสจัดนักกลอนมักตรม
ไม่พร่างพรมพจน์เพียรข้อเจียรจาร

แต่ก่อนกาลนานมาท่านว่าไว้
สัมผัสไม่ต้องหามาสมาน
นักกลอนดีที่เกลียวกลอนเชี่ยวชาญ
สัมผัสผ่านมาผลักนักกลอนเอง

-----------------------------------------

ผัน วงษ์ดี จากหนังสือ กลอนและวิธีเขียนกลอน ของ ช่อประยงค์


จาก http://board.dserver.org/b/bandokbua3/00000098.html

ข้อบกพร่องต่างๆของการแต่งคำประพันธ์

ร้อยกรอง

ในการแต่งคำประพันธ์ไทยนั้นใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป ซึ่งฉันทลักษณ์ คือข้อกำหนดในการแต่งคำประพันธ์ ซึ่งกำหนดขึ้นตามความพอใจของผู้ประพันธ์และเป็นที่ยอมรับ ฉันทลักษณ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความนิยมของแต่ละยุคสมัย ซึ่งอาจจะทำให้ลักษณะฉันทลักษณ์มีข้อบกพร่องต่างๆได้

ลักษณะฉันทลักษณ์ที่เป็นข้อบกพร่อง
1. จำนวนคำไม่ครบตามกำหนด เช่น กลอนสุภาพกำหนดให้มีวรรคละ 8 คำ แต่เมื่อแต่งแล้วจำนวนคำอาจขาดหรือเกินในแต่ละวรรค เช่น

โอ้อนาถหนอวาสนาของข้าน้อยนี้ ไยไม่มีที่พึ่งพาชะตากรรมเจ้าเอ๋ย
(จำนวนคำเกิน)

ถึงยากจนข้นแค้นแสนเข็ญ ก็ไม่เป็นทาสให้ใครหยัน
(จำนวนคำขาด)

2. สัมผัสผิด ฉันทลักษณ์สำคัญของกลอนคือ การส่งสัมผัสระหว่างวรรคซึ่งเป็นสัมผัสนอก และใช้สัมผัสสระเท่านั้น สัมผัสผิดมีหลายกรณี ดังนี้

2.1 สัมผัสผิดเสียง คนละมาตราตัวสะกด

ต้องทุกข์ทนหม่นหมองครองความเศร้า ด้วยรักร้าวร้างไกลพาใจหมอง

ความอ้างว้างทำให้ฉันฝันละเมอ ว่าพบเธอมาคุกเข่าเฝ้าง้องอน

วรรคที่ 1 เศร้า สัมผัสกับคำที่ 3 ในวรรคที่ 2 ร้าว ถือว่าผิด เพราะเศร้าใช้ สระเอา ส่วนร้าวใช้สระอา ซึ่งมีแม่เกอว เป็นตัวสะกด เรียกว่าสัมผัสผิดเสียง

สระสั้น – ยาว

วรรคที่ 2 คำสุดท้ายหมอง สัมผัสกับคำสุดท้ายวรรคที่ 3 เมอ เป็นคนละเสียงเพราะหมอง ใช้สระออมี ง เป็นตัวสะกดในแม่กง ส่วน เมอ ใช้สระเออ

2.2 สัมผัสซ้ำ หมายถึง การใช้คำเดิมในการส่งสัมผัสและรับสัมผัสด้วยกัน เช่น

ขอให้นาวาทองของคู่ชื่น จงราบรื่นดุจมหาคงคาสวรรค์

ขอจงรัก…เข้าใจ…อภัยกัน ครองรักกันนานเนิ่นเกินร้อยปี

วรรคที่ 3 และวรรคที่ 4 ส่งและรับสัมผัสคำเดียวกันคือคำว่า กัน เช่นนี้ถือว่า สัมผัสซ้ำ

2.3 ชิงสัมผัส หมายถึง การนำคำมาใช้ในวรรคที่ต้องส่งสัมผัสท้ายวรรคและเป็นเสียงเดียวกัน เช่น

เป็นนักเรียนไม่พอริก่อรัก มันดีนักหรือไฉนใคร่ขอถาม

ถ้ามันงามหรือทำให้เรียนได้ความ ก็น่าตามใจดูอยู่เหมือนกัน

วรรคที่ 3 คำสุดท้ายจะต้องรับสัมผัสกับคำว่าถาม แต่มีคำว่างามมาอยู่ในคำที่ 3 เช่นนี้ เรียกว่า ชิงสัมผัส

2.4 สัมผัสเลือน หมายถึง สัมผัสที่อยู่ใกล้กันหลายคำ จนไม่ทราบว่าจะส่งสัมผัสคำ เช่น

โอ้เจ้าพวงบุปผาชาติมณฑาทิพย์ สูงลิบลิบเหลือหยิบถึงตะลึงแหงน
คำว่าลิบลิบ และหยิบ เป็นคำรับสัมผัสได้ทั้งนั้น จึงทำให้พร่าไปไม่ไพเราะ แต่บางท่านว่า สัมผัสเลือนหมายถึงการสัมผัสในคำที่ 3 และ 5 พร้อมกันในวรรครับหรือวรรคส่ง เช่น

แม้เธอเป็นดอกฟ้าน่าถนอม เหล่าชายล้อมอยู่พร้อมพรั่งดังฝูงผึ้ง

อย่าคิดฉันต่ำต้อยพลอยคะนึง เอื้อมไม่ถึงก็พึงเจียมเสงี่ยมใจ

จากกลอนบทนี้จะเห็นว่า คำ ถนอม ล้อม และพร้อม ในบาทที่ 1 คำว่าคะนึงถึง และพึงในบาทที่ 2 ต่างก็สัมผัสกัน แต่การสัมผัสนั้นไม่ทราบว่าคำคำไหน ถนอมจะส่งสัมผัสกับล้อมหรือพร้อมกันแน่ และคะนึง จะส่งสัมผัสกับ ถึง คำใด ก็ไม่แน่อีกเหมือนกัน ลักษณะเช่นนี้ว่าสัมผัสเลือน

2.5 สัมผัสเกิน หมายถึงการใช้คำที่มีเสียงสระหรืออักษรอยู่ชิดติดกันในวรรค เช่น

ไม่เคยคิดบิดเบือนว่าเพื่อนเบ่ง ถึงเพื่อนเก่งเคร่งครัดไม่ขัดขวาง
จะคิดแปลกแหวกออกไปนอกทาง ใจก็วางอย่างนั้นไม่ผันแปร
วรรค 2 สัมผัสเกินคือเคร่ง วรรคที่ 4 สัมผัสเกินคือ อย่าง
3. เสียงท้ายวรรค ไม่ตรงตามกำหนด ฉันทลักษณ์ข้อนี้บังคับเฉพาะกลอนสุภาพ เพราะมีเสียงบังคับท้ายวรรคในกลอนสุภาพไว้ว่า

วรรคที่ 1 ไม่นิยมลงเสียงสามัญ เช่น เดือนบรรเลงเพลงเศร้าให้เราฟัง

วรรคที่ 2 ห้ามเสียงสามัญและเสียงตรี เช่น ดั่งผลึกเพชรใสไหวสะท้าน

วรรคที่ 3 ห้ามเสียงเอก โท จัตวา เช่น น้ำใจอาบร้อนหายคลายทุกข์เข็ญ

วรรคที่ 4 ห้ามเสียงเอก โท จัตวา เช่น ทั่วทุกผืนดินพบความอบอุ่น

จะเห็นว่าเมื่ออ่านออกเสียงแล้ว เสียงท้ายวรรคที่ไม่ตรงตามกำหนด ทำให้ขาดความไพเราะไปมาก จึงถือว่าเป็นข้อบกพร่องทางฉันทลักษณ์ด้วย เพราะถ้าเสียงถูกต้องแล้วจะอ่านได้ไพเราะสละสลวย ดังเช่น

กระทงเจิมเสริมจีบกลีบกระมุท ลอยเป็นพุทธบูชาคราเพ็ญโสม

แพรวประทีปท้าดาวพราวพโยม ละล่องโคมลอยคว้างกลางคงคา

จบกระทงจงจิตอธิษฐาน ขอเทพท่านประสาทปรารถนา

แม้นชีวีมีสุขทุกเพลา กระทงข้าแคล้วลอยอย่าคล้อยจม

(กระทงอธิษฐาน : ประสิทธ์ โรหิตเสถียร)

ในด้านอักขรวิธี พระยาอุปกิตศิลปสาร(2531 : 1) กล่าวว่า อักขรวิธีก็คือ แบบแผนที่ว่าด้วยตัวหนังสือพร้อมทั้งวิธีเขียนอ่าน และใช้ตัวหนังสือให้ถูกต้องตามความนิยม สำหรับการประเมินผลงานเขียนร้อยกรองในด้านอักขรวิธี หมายถึง การพิจารณางานเขียนร้อยกรองที่ใช้ถ้อยคำถูกต้องทั้งในด้านการสะกดคำและสื่อความหมายมีความเหมาะสมกับเนื้อหางามด้วยรสคำรสความและการสร้างบรรยากาศให้เข้ากับเรื่องราวที่เขียนถึง เช่น

น้ำนมเลี้ยงน้ำใจหลอมถนอมลูก

สัมพันธ์ผูกด้วยน้ำคำแม่พร่ำสอน

จะเติบโตเท่าใดใจอาทร

คุณมารดาควรเราท่านกตัญญู

(เพชรคำกรอง 2513 : 12)

ลักษณะข้อบกพร่องในการใช้ถ้อยคำ มีดังนี้

1. สะกดผิด เช่น ไย เขียนเป็น ใย ห่วงใย เขียนเป็น ห่วงไย พระหัตถ์ เขียนเป็น พระหัด เป็นต้น

2. ใช้คำผิดความหมาย เช่น มโหฬาร ใช้เป็น รโหฐาน ทุกข์เข็ญ ใช้เป็น สุขเข็ญ เป็นต้น

3. ใช้ลักษณะนามผิด เช่น ไข่ เรียกเป็น ผล ดาว เรียกเป็น ชิ้น ช้าง เรียกเป็น ตัว เป็นต้น

4. ตัดศัพท์ผิด เช่น อนุกูล ตัดเป็น นูกูล ชีพิตักษัย ตัดเป็น ตักษัย ปัจจามิตร ตัดเป็น ปัจจา เป็นต้น

5. ทับศัพท์ เช่น ดำรัสตรัสสั่ง พิโรธโกรธโกรธา กษัตริย์ขัตติยราชา เป็นต้น

6. กลอนพาไป เช่น

เห็นเดือนแดงโร่โจ้ท้องฟ้า ฝูงนกกาบินเข้ารังไม่ยั้งเฉย
ต่างก็บินเข้ารังเล่นเหมือนเช่นเคย สงสารเอ๋ยแต่บำเรอเพ้อรำพัน

ด้านกวีโวหาร ชวน เพชรแก้ว(2519 : 77) กล่าวว่า กวีโวหาร คือ การใช้ชั้นเชิงในการแต่งให้มีรสของถ้อยคำลึกซึ้ง กินใจโดยมุ่งเอาความรู้สึกด้านอารมณ์เป็นสำคัญ ส่วนประจักษ์ ประภาพิทยากร(2525 : 167) กล่าวว่า กวีโวหารคือการที่กวีกล่าวอย่างเลียบเคียงไม่กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้เพื่อให้ถ้อยคำนั้นน่าฟังหรือสะดุดใจ และรู้สึกสะเทือนอารมณ์เป็นสำคัญ

การประเมินผลงานเขียนร้อยกรองในด้านกวีโวหาร หมายถึง การพิจารณางานเขียนร้อยกรองที่มีความไพเราะ สร้างความประทับใจและให้จินตนาการด้วยวิธีต่างๆ เช่น การใช้คำอุปมาอุปไมย การทำให้เกิดภาพพจน์หรือแนวความคิด ความสอดคล้องหรือลีลาของเสียงของคำที่ใช้ในบทร้อยกรอง และความสละสลวย

การใช้คำอุปมาอุปไมย คือ การกล่าวเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ชวน เพชรแก้ว (2519 : 36) กล่าวถึงอุปมาอุปไมยไว้ว่า คือ การเปรียบเทียบของสองสิ่งทั้งในด้านความเหมือนหรือความแตกต่าง อุปไมย คือเนื้อความความที่ต้องการกล่าวอุปมา คือ สิ่งที่นำมากล่าวเปรียบ มักใช้คำเชื่อมระหว่างอุปไมยและอุปมาว่า ดัง กล เช่น เหมือน เปรียบ ดุจ เพียง ฯลฯ เช่น

แล้วว่าอนิจจาความรัก เพิ่งประจักษ์ดังสายน้ำไหล

(ความรัก - อุปไมย สายน้ำไหล - อุปมา)

อันร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย
(บุปผาสุมาลัย – อุปมา สตรี – อุปไมย)

การทำให้เกิดภาพพจน์หรือแนวคิด คือ การใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพในจิต หรือจินตภาพ หมายถึง ภาพที่ปรากฏในจินตนาการ หรือในความรู้สึกของบุคคลตามที่บุคคลนั้นๆ เคยประสบมา การเกิดภาพในจิตหรือภาพพจน์นี้มีคุณค่ามากในด้านที่แสดงถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เช่น เดียวกับการเกิดแนวความคิด ซึ่งอาจเป็นแนวคิดเกี่ยวกับสัจธรรมในการดำเนินชีวิต ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต เช่น

ร้อยกรองที่ทำให้เกิดภาพพจน์

ผีเสื้อสวยแต้มสีที่กลีบแก้ม ชมพูแย้มแดงระยับสลับม่วง

ก้านเกสรอ่อนฉ่ำน้ำผึ้งรวง หยาดหยดพวงพุ่มระย้าจากคาคบ

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 2530 : 14)

ร้อยกรองที่ทำให้เกิดแนวความคิด

ฟังต้นไม้สายน้ำย้ำให้หยุด หยดเสียทีเถิดมนุษย์หยุดสะสม

หยุดปรุงแต่งแสร้งตามความนิยม สร้างสังคมโสโครกโลกจึงร้อน

(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 2530 : 18)

ความสอดคล้องหรือลีลาของเสียงของคำที่ใช้ในบทร้อยกรอง หมายถึง ความไพเราะในด้านเสียงสัมผัส เสียงวรรณยุกต์ ซึ่งเมื่อนำมาใช้อย่างเหมาะสมก็จะทำให้บทร้อยกรองไพเราะยิ่งขึ้น เสียงในคำประพันธ์ไทย เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บทกวีนิพนธ์มีค่าและน่าอ่านมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาษาที่มีวรรณยุกต์และมีเสียงสั้นเสียงยาว เช่นภาษาไทยเป็นภาษาที่ได้เปรียบในการแต่งร้อยกรองเป็นอย่างยิ่ง กวีไทยได้หยิบยกความได้เปรียบนี้มาใช้อย่างมีศิลปะ ทำให้ร้อยกรองไทยมีลักษณะเด่นในเรื่องเสียง ซึ่งยากที่จะแปลหรือถ่ายทอดเป็นภาษาอื่นได้อย่างครบถ้วน ตัวอย่างบทร้อยกรองที่มีความสอดคล้องของเสียงของคำที่ใช้ในบทร้อยกรอง เช่น

“ ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก กลับกระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวียน

บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียน ดูเวียนเวียนคว้างคว้างเป็นหว่างวน ”

(นิราศภูเขาทอง 2527 : 204)

ความสอดคล้องและลีลาของเสียงของคำที่ใช้ในบทร้อยกรองบทนี้ไว้ว่า เมื่ออ่านสองคำกลอนนี้ดังๆแล้ว เราจะได้ยินน้ำเสียงเชี่ยวที่ไหลวนเป็นเกลียวคะคว้าง แล้วกลับกระฉอกกระทบสองข้างลำเรือดังฉาดฉัด เสียง/กล/และ/กร/กล้ำในคำกลิ้ง เกลียว กลอก กลับ กระ ซึ่งดังเป็นน้ำเสียงกลั้วในลำคอ ให้ความรู้สึกที่สมจริงสมจังกับเสียงจริงๆของน้ำที่กลิ้งเชี่ยวอยู่สองข้างลำเรือ ยิ่งมีเสียง / ฉ / และ / ฉว / ในคำ เชี่ยว ฉอก ฉาด ฉัด ฉวัด เฉวียน ควบอยู่ด้วย ยิ่งเป็นการเพิ่มพลังดันของน้ำที่เชี่ยวนั้นให้ฟังดูรุนแรงยิ่งขึ้น ครั้นมีเสียง / พล / ในคำ พลุ่ง พลุ่ง มาเสริมด้วยแล้วความรุนแรงของภาวะน้ำไหลเชี่ยวและเสียงที่ดังนั้นไม่เป็นที่น่าสงสัย เสียง / คว / กว / และ / ว / ไปคำคว้าง เกวียน และหว่าง วน ให้ภาพการหมุนเป็นวง สวมรับกับเสียงและความหมายของคำ เวียน นอกจากนี้เสียงตัวสะกดแม่

/ กง / ในคำ วิ่ง พลุ่ง วุ้ง วง กง คว้าง หว่าง ยังให้ภาพวนเป็นวง ซึ่งก็กลมกลืนกับเสียงตัวสะกดแม่ / กน / ในคำเฉวียน เกวียน เวียน วน ทำให้ภาพน้ำซัดที่ดังฉาดฉัดนั้นเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอสมดุลให้ภาพการไหลวนและซัดสองข้างลำเรือของน้ำ เป็นภาพที่มีระเบียบจังหวะจะโคนที่กลมกลืนมิใช่ยุ่งเหยิงไม่เป็นส่ำ

ความสละสลวย คือ ความไพเราะกลมกลืนของเสียง และจังหวะของคำซึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำของเสียงวรรณยุกต์ และเสียงสัมผัส ความงามความไพเราะของกาพย์กลอนหรือร้องกลอนนั้นอยู่ที่เสียงกับจังหวะของคำเป็นสำคัญ เสียงคือความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของน้ำหนักแห่งเสียงของคน จังหวะคือท่วงทำนองของกลุ่มคำที่จัดวางไว้เป็นวรรคตอน หรือช่วงคำนั่นเอง

ตัวอย่างบทร้อยกรองที่มีความไพเราะกลมกลืนกันของเสียงและจังหวะของคำ เช่น

“ หนาวน้ำค้างกลางคืนสะอื้นอ้อน จะกางกรกอดน้องประคองขวัญ

เอาดวงดาราระยับกับพระจันทร์ ต่างช่อชั้นชวาลาระย้าย้อย ”

(นิราศอิเหนา 2527 : 198)

ได้วิจารณ์ความไพเราะกลมกลืนกันของเสียงและจังหวะของคำของกลอนบทนี้ไว้ว่า กลอนบทนี้ทุกวรรคจะเล่นเสียงเล่นน้ำหนักคำได้ไพเราะยิ่ง เช่น เล่นเสียงตรีกับเสียงเอกดังคำที่ว่า ระยับกับพระจันทร์ คำระยับและคำพระเป็นเสียงตรี มีเสียงกับเป็นเสียงเอกที่สอดตัดขึ้นมาอย่างได้น้ำหนักยิ่ง โดยไปทอดลงด้วยคำว่าจันทร์ ที่เป็นเสียงสามัญ คำว่า ช่อชั้น ซึ่งเป็นเสียงโทกับเสียงตรี ทำให้เสียงนิ่มนวล แผ่วลงด้วยเสียงกลาง คือ ชวาลา แล้วทอดลงด้วยเสียงตรี ซ้ำถึงสามพยางค์ คือระย้าย้อย เรียกว่า จบลงอย่างแผ่วกระซิบ ดั่งทำนองเพลงที่

มีลีลาสมบูรณ์

ลักษณะข้อบกพร่องในด้านกวีโวหาร มีดังนี้

1. ใช้อุปมาอุปไมยไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง เช่น ผมเธอดำเหมือนน้ำค้างในกลางดึก ผมดำ มักใช้เปรียบเทียบกับขนกาน้ำ หรือความมืดในเวลากลางคืน ไม่ควรเปรียบกับน้ำค้าง

2. การทำให้เกิดภาพพจน์หรือแนวคิดที่ผิดไปจากความเป็นจริง หรือที่ควรจะเป็น เช่น

หางนกยูงเลื้อยระดะระริมรั้ว ให้ภาพที่ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะดอกหรือต้นหางนกยูงไม่ใช่พันธุ์ไม้เลื้อย หรือให้แนวคิดที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น เช่น
ในโลกนี้มีอะไรไม่เที่ยงแท้ ทั้งเกิดแก่เจ็บตายล้วนคงมั่น เป็นแนวคิดที่ขัดกับความจริงที่ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
3. ความสอดคล้อง หรือลีลาของเสียงของคำ ไม่สร้างความไพเราะแก่บทร้อยกรอง เพราะขาดความประณีตในการเลือกใช้คำที่มีเสียงสัมผัสเสียงวรรณยุกต์ที่เหมาะสม เช่น
“ สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์
ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่ชอบเจ้าคนเดียว ”
คำว่า ชอบ ในวรรคสุดท้ายใช้คำสุดท้ายไม่เหมาะสม ทำให้ขาดจังหวะแห่งความสอดคล้องของเสียงของถ้อยคำ ถ้าเปลี่ยนจาก ชอบ มาเป็นคำว่า รัก ก็จะได้ความไพเราะขึ้นในด้านความสอดคล้องของเสียงของคำ
4. ขาดความสละสลวย คือ ความไพเราะกลมกลืนกันของเสียงและจังหวะของคำ เช่น
ปลูกต้นไม้คนละต้นถนนร่มรื่น ความสดชื่นย่อมบังเกิดประเสริฐหนา
ต้นไม้ให้ร่มเงาและคุณค่า ขอจงมาปลูกกันทุกวันเอย
จะเห็นว่าเมื่ออ่านออกเสียงแล้วจะขาดความไพเราะ รู้สึกตะกุกตะกัก และมีลักษณะเหมือนกลอนพาไป และมีข้อบกพร่องคือวรรคที่หนึ่ง 1 คำเกิน วรรคที่ 3 ผิด เสียงวรรณยุกต์ วรรคที่ 2 และ 4 เป็นข้อความธรรมดาไม่น่าสนใจ หากแก้ไขใหม่ให้สละสลวยขึ้นก็จะได้ดังนี้

“ ต้นไม้คือมิตรแท้แก้มลพิษ ชุ่มชื่นจิตเพราะร่มรื่นชื่นหรรษา
ให้ประโยชน์เหลือล้นคณนา ขอจงมาปลูกต้นไม้เพราะให้คุณ ”

ในด้านการนำเสนอ หมายถึง การพิจารณาการประกอบรายละเอียดต่างๆที่เป็นส่วนประกอบของบทร้อยกรอง เพื่อโน้มน้าวหรือทำให้ผู้อ่านไปถึงจุดมุ่งหมายที่ผู้เขียน วางไว้ไม่ว่าจะเป็นจุดมุ่งหมายอย่างเป็นการจูงใจ หรือโดยจิตใต้สำนึกก็ตาม ในบทร้อยกรองชิ้นหนึ่งๆผู้เขียนจะใช้การนำเสนอต่างๆกันไป อาจประสมประสานการนำเสนอหลายๆวิธีเข้าด้วยกัน แต่ละคนจะมีวิธีการที่คิดค้นขึ้นมาเป็นการเฉพาะตัว หรือประยุกต์ หรือเลียนแบบมาจากวิธีการที่เคยมีผู้ใช้อยู่เสมอ ไพลิน รุ้งรัตน์

(2525 : 71 – 74) กล่าวถึงวิธีการนำเสนอของบทร้อยกรองสรุปได้ดังนี้

1. ใช้การสร้างภาพ หมายถึง การที่ผู้เขียนใช้ ภาพ เป็นเครื่องมือในการสื่อเน้นเนื้อหาของบทร้อยกรอง อาจใช้ภาพที่เป็นจริง เช่น “ จับเคียวค้างวางลงเถิดลุงป้า ” แสดงให้เห็นว่าลุงและป้านั้นจับเคียงรอฝนมานานแล้ว อาจใช้ภาพโดยจินตนาการและภาพนามธรรม เช่น “ ตัวจะกินตัวเองไปทุกวัน ซากเผ่าพันธุ์นี้ชื่อประชาชน ”

2. ใช้สัญลักษณ์ หมายถึง การใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง สัญลักษณ์อาจเป็นคำเดียว หรือเป็นข้อความ เป็นวิธีการหลีกเลี่ยงการกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เช่น

“ ทั้งนกเขาไฟป่าบินหลาล้อม เจ้าขุนทองก็อยู่พร้อมนกสีเหลือง ” นกเขาไฟ และบินหลาเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม นกขุนและนกสีเหลืองเป็น

ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ยุค 14 ตุลาคม

3. เสนอความคิด หรือความรู้สึกจากผู้เขียนถึงผู้อ่านโดยตรง หมายถึง การเขียนบทร้อยกรองเป็นสื่อแทนความคิดของกวีที่ค่อนข้างรวดเร็ว ฉับไว และมักจะเขียนสั้นๆตรงไปตรงมา เช่น “ ถ้าเธอไม่ก้าวไปไขว่คว้า วันพรุ่งนี้ก็ไม่มีวันมาถึง ”

ในด้านเนื้อหา หมายถึง การพิจารณางานเขียนร้อยกรองที่มีเนื้อหาและรูปแบบสอดคล้องต้องกันอย่างเหมาะสมกลมกลืน มีสาระในด้านความรู้ ความคิด อันเป็นสัมพันธภาพตรงตามเรื่องราวที่ต้องการหรือหัวข้อที่กำหนดให้เขียนและมีความคิดสร้างสรรค์ ตรงตามหัวข้อที่กำหนดให้เขียน หมายถึง เขียนให้ตรงตามเรื่องที่กำหนดมาให้ หรือตีกระทู้ให้แตก คือความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเรื่องที่จะเขียนมีขอบเขตกว้างแค่ไหน ควรกล่าวถึงอะไรจึงจะตรงประเด็น เช่น หัวข้อดอกไม้ แต่เขียนเรื่อง ดอกกุหลาบ หรือดอกมะลิ ก็จะแคบไปไม่ตรงตามหัวข้อที่กำหนดให้ เช่น

“ ดอกมะลิสีขาวพราวพิสุทธ์ เปรียบประดุจคุณมารดาค่าใหญ่หลวง

มะลิจึงดีกว่าผกาทั้งปวง หอมซึ้งทรวงควรค่าการบูชา ”

จะเห็นว่ากลอนบทนี้ไม่ควรจะใช้ชื่อเรื่องว่าดอกไม้ เพราะกล่าวถึงแต่เพียงดอกมะลิอย่างเดียว ดังนั้น ถ้าจะเขียนให้ตรงหัวข้อที่กำหนดว่าดอกไม้ จึงควรเขียนว่า



“ กลิ่นหอมดีสีสวยรวยคุณค่า ใช้ทำยากราบไหว้ได้เหมาะสม

ทั้งตกแต่งพิธีการงานสังคม โลกนิยมดอกไม้เพราะให้คุณ ”

ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความคิดที่เป็นของตนเองในการสร้างสรรค์ สิ่งแปลกใหม่ที่มีคุณค่า รู้จักปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แยกแยะ สรุป ตีความ สิ่งที่ได้พบได้เห็นได้รู้จัก แล้วสร้างสรรค์ผลงานใหม่ บุญลือ ทองอยู่

ลักษณะข้อบกพร่องในด้านความคิดสร้างสรรค์ มีดังนี้

1. ลอกเลียนความคิดของผู้อื่นมาใช้ เช่น ยกทั้งหมด แล้วนำมาดัดแปลงบ้างเพียงเล็กน้อง เช่น

ความคิดเดิม ลอกเลียน

ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง ฉันเมาฉันเหงาฉันอึ้ง

ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันจึงมาหาความหงอย

ฉันหวังได้อะไรไปมากมาย ฉันหวังจะดึงให้หมดปอย

สุดท้ายได้กระดาษแผ่นเดียว สุดท้ายดึงได้น้อยกระจุกเดียว

(ไพบูลย์ วงษ์เทศ)

2. ไม่ครบกระบวนการทางศิลปะ เช่น สะท้อนปัญหา บอกที่มาแต่ไม่ให้วิธีแก้ไขที่ดีขึ้นกว่าเดิม หรือสะท้อนให้วิธีแก้ไข แต่ไม่ได้บอกที่มาหรือสาเหตุของปัญหา เช่น

“ แขนของคำเหลือแต่ข้อศอกสั้น

แขนของคำข้างนั้นอยู่ที่ไหน

แขนที่ขาดของเธออยู่ใคร

เสื้อสีสวยซึ่งคุณใส่สิแขนคำ ”

(เรืองเดช จันทรคีรี)

3. ไม่อาจสรุปความหรือภาพรวมที่อยู่โดยทั่วไป ให้เป็นความคิดใหม่ๆของตนเพื่อนำเสมอได้ เขียนแสดงภาพที่ปรากฏโดยตรง ไม่มีการดัดแปลงหรือแยกแยะ เช่น พ่อแม่ตาย แล้วเขียนออกมาเลยว่า “ พ่อและแม่แก่ชรามาตายจาก ” หากจะเสนอให้เป็นความคิดสร้างสรรค์ ควรเขียนให้ลึกซึ้งแยบคายกว่านี้ เช่น “ สิ้นร่มโพธิ์ร่มไทรใจเจียนขาด ” เป็นต้น

ขอบคุณ http://www.sk.ac.th/club/Web%20T.Chutima%20New/3.htm
สิ่งที่นักกลอนควรหลีกเลี่ยง ข้อห้าม

๑.สัมผัสเลือน

“วาสนา บุญสม” ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงของกลอน ได้เขียนเสนอเรื่องเทคนิคการเขียนกลอนบางประการ ไว้ในหนังสือ “กลอนสัมผัสใจได้อย่างไร” โดยบุคคลท่านนี้ได้เสนอแนะแนวทางเรื่องการเขียนกลอนที่ถูกต้อง และการเลือกสรรคำที่ใช้ในการเขียนกลอนหลายแง่มุมด้วยกัน ในส่วนเรื่อง“สัมผัสเลือน” นั้น ท่านเสนอความรู้และความคิดเรื่อง“วิธีการชิงสัมผัสและสัมผัสเลือน” ไว้ดังนี้
ในการแต่งกลอนแต่ละวรรคไม่ใช้สระเสียงเดียวกันในตำแหน่งคำที่ ๓ กับคำที่ ๘ เพราะจะทำให้เกิดการใช้สระเดียวกันในวรรคเดียวกันมากมายเกินไป หรือเป็นการรับสัมผัสที่พร่ำเพรื่อจนด้อยความไพเราะและความสมดุล ดังกลอนตัวอย่างที่แสดงถึงความบกพร่องในการใช้คำของกลอนแต่ละวรรค ดังต่อไปนี้

“ห้วงลึกลมหายใจ”
นายทุนจากญี่ปุ่นลงทุนมาก เที่ยวออกปากสร้างโรงงานกว้านซื้อที่
ราวดอกเห็ดล้อมเมืองรุ่งเรืองดี แต่ยายนี้ทอดถอนใจพึ่งใครเอย


“ศิลปินอย่างฉัน”

ทุกข์วิบากยากจนทางชนชั้น ศิลปินไทยอย่างฉันย่อมหวั่นไหว
ยามฉันใดฉันจนใครสนใจ จะหันหน้าพึ่งใครไม่มีเลย



“อิจฉาริษยา”
คนอิจฉาตาร้อนชอบค่อนว่า มีจิตใจไร้เมตตามากสาไถย
ส่อนิสัยอันธพาลคิดจัญไร ริษยาเรื่อยไปในทุกครา


ในกลอนบทหลังสุดนี้จะเห็นว่ามีสัมผัสเลือนทั้ง ๔วรรค ได้แก่วรรคที่ ๑,๒ ,๓ และ ๔(ในส่วนที่เน้นตัวอักษรสีแดง) นอกจากประเด็นเรื่อง “สัมผัสเลือน” แล้ว “วาสนา บุญสม” ยังได้เขียนถึงเรื่องการใช้คำในประเด็นอื่นๆ อีกหลายประเด็น เช่น

๒.ไม่ควรแต่งด้วยคำที่สลับตำแหน่งกัน

ในการใช้คำบางครั้งจะมีการใช้กลุ่มคำซ้อนบางคำ หากสลับตำแหน่งของคำกันแล้ว ความหมายนั้นอาจจะเปลี่ยนไปทันที เช่น
ย่อยยับ เขียนเป็น ยับย่อย
แน่นหนา เขียนเป็น หนาแน่น
แหลกเหลว เขียนเป็น เหลวแหลก
ว้าวุ่น เขียนเป็น วุ่นว้า



แม้ในกลุ่มคำซ้อนบางคำ อาจใช้สลับตำแหน่งกันได้ และความหมายไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักก็ตาม เช่น

เกี่ยวข้อง เขียนเป็น ข้องเกี่ยว
ขมขื่น เขียนเป็น ขื่นขม


"วาสนา บุญสม" แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ไม่สนับสนุนให้เขียนโดยใช้คำเช่นนั้นเลย ดังจะยกตัวอย่างกลอนที่มีข้อบกพร่องของการใช้คำสลับตำแหน่งกัน ดังต่อไปนี้

ไม่ทะเลาเบาะแว้งแย่งชนะ ไม่เกะกะกวนยั่วให้หัวหมุน
เพราะเรามีมารยาทชาติสกุล ไม่หันหุนหรือหยาบคายร้ายเกเร

ปลูกความงามความดีทีละนิด ปลูกความคิดศรัทธามากกว่าเก่า
ไม่แบ่งแยกดึงดื้อถือเขาเรา จิตหมองเศร้าจักจางจนห่างไกล

ความรักอาจทำให้คนใจกล้า ความเหว่ว้าทำให้ใจคนเหงา
ความอ่อนโลกทำให้คนใจเบา คนอย่างเรามีรักได้คงไม่เลว

ไม่รู้จักหาความหวานในการอยู่ ที่ไม่รู้รักชื่นหรือขื่นขม
มีแต่มาดปรารถนาเต็มอารมณ์ ที่งายงมในหมู่ของผู้ดี



๓. คำส่งในบทหลังไม่ควรเป็นคำสัมผัสระกับคำส่งในบทก่อนหน้า

ไม่ควรใช้คำส่งด้วยสระเสียงเดียวกัน(สัมผัสสระ) ในสองบทติดต่อกัน เพราะจะทำให้กลอนขาดความไพเราะ เนื่องจากมีเสียงสระเดียวกันเฟ้อจนเกินไป เพราะการทิ้งคำส่งด้วยสระใดนั้นอย่าลืมว่าต้องมีการส่งสัมผัสต่อไปยังกลอนบทต่อไปอีกถึง 3 ตำแหน่ง สังเกตตัวอย่างต่อไปนี้ บทแรกส่งด้วยเสียงสระ "ไอ" บทที่สองต่อมาก็จบลงที่เสียงสระ "ไอ" เช่นกัน ทำให้มีการส่งด้วยเสียงสระ "ไอ" สองบทติดต่อกัน

มรดกของพ่อ
ฤดูดกลูกหมากหลากลูกไม้ ร่องเรือกสวนเรากว้างใหญ่ไร่ยังเหลือ
ต้นยังยืนรากยังซึมซับเลือดเนื้อ ครอบป่าไร่คลุมใต้เหนือคู่ครัวไฟ

จะค่นแค้นไม่อับจนคนรักสวน
ปู่เจ้าพรวนทรัพย์ในดินสินในไร่
ไม่คิดพรากแผ่นดินตนทอดกลไก ปู่สิ้นใจยังผักซากเลี้ยงรากไม้

มรดกตกถึงพ่อต่อคือสวน
มือพ่อพรวนมาแต่หนุ่มจนคุ้มใหญ่
ให้ใจพ่อมิเต้นก่อนเป็นไร ค่อยพรากไปขายสร้างสนามกอล์ฟ

๔.คำที่สามของกลอนบทต่อมาไม่ควรสัมผัสสระกับคำส่งในบทก่อน

ผู้ที่รักจะแต่งกลอนให้ไพเราะ ไม่ควรมองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆนี้ เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้กลอนมีจุดรับส่งสัมผัสที่ดาษดื่น จนดูรุงรัง แม้จะไม่ผิดทางฉันทลักษณ์ก็ตาม ดังตัวอย่างกลอนต่อไปนี้

เหลือไว้แด่ความทรงจำ
หนุ่มเล้งหางานทำไม่ลำบาก ขยันมากหนักเอาเบาสู้ไหว
เป็นจับกังอยู่ที่โรงสีไฟ เถ้าแก่เนี้ยรักใคร่ในผลงาน

รัฐบาลกำหนดออกกฎหมาย
นโยบายรักชาติอย่างอาจหาญ
แยกจีนไทยให้เห็นเป็นทางการ ทุกทุกย่านถือคตินิยมไทย

ขอบคุณ http://www.st.ac.th/thaidepart/article_1.php
ข้อห้ามของนักกลอน

๑. การใช้คำซ้ำ หรือสัมผัสซ้ำในคำประพันธ์

การสร้างสรรค์งานกลอนให้มีคุณภาพต้องอาศัยความประณีตละเอียดอ่อน ในการเลือกคำให้เกิดเสียงเสนาะ เกิดอารมณ์แห่งจินตนาการ เกิดความลื่นไหลในการแต่งแต้ม ดังนั้นในตำแหน่งที่คำกลอนส่งสัมผัสและรับสัมผัสกันนั้น สิ่งที่นักแต่งกลอนทุกคนควรระมัดระวังก็คือ ห้ามใช้คำซ้ำกัน(หมายถึงคำเดียวกันหรือคำที่ออกเสียงเหมือนกัน) ดังตัวอย่างกลอนที่มีข้อบกพร่อง ดังนี้ (ตัวอย่างต่อไปนี้ตัดตอนมาจากแบบฝึกหัดของนักเรียน)
นั่งชมวิวทิวทัศน์อยู่ริมหาด แสงแดดสาดส่องมาน่าหลงไหล
เห็นเรือน้อยล่องลอยอยู่ไกลไกล ชวนหลงไหลเรือแล่นไปตามลม
คลื่นซัดสาดเข้ามาหาชายฝั่ง หวนนึกถึงความหลังครั้งสุขสม
มาบัดนี้ดวงใจทุกข์ระทม เช่นสายลมผ่านมาแล้วผ่านไป

จะเห็นว่ากลอนข้างต้นมีสัมผัสซ้ำถึงสองแห่ง คือ ๑. คำว่า หลงไหล และ ๒. คำว่า ลม

กระแสคลื่นครืนคลั่งกระทบฝั่ง อีกทั้งยังหาดทรายขาวราวแก้วใส
สุดแผ่นฟ้าแผ่นน้ำไกลสุดไกล แสนสดใสใจกายสบายตา
แลละลิ่วทิวสนเกินจักนับ แสงแดส่องระยิบระยับทั้งเวหา
สกุณาโผผินบินลับตา สุหรรษาพาใจให้เพลิดเพลิน

ในกลอนต่อมานั้น สัมผัสซ้ำสองตำแหน่งเช่นกัน คือ ๑.คำว่า ใส และ ๒. คำว่า ตา

ผู้เขียนกลอนทุกคนจึงต้องระมัดระวังเรื่องสัมผัสให้มากที่สุด เพราะมีโอกาสเผลอได้ง่าย จึงควรตรวจสอบ หลังจากที่แต่งบทกลอนนั้นแล้วอีกครั้ง ผู้เขียนกลอนส่วนใหญ่มักจะเคยพลาดพลั้งในจุดนี้กันมาแล้วแทบทั้งสิ้น

ขอบคุณ http://www.st.ac.th/thaidepart/undo_1.php

2. เสียงวรรณยุกต์

บรมครูกลอนสุนทรภู่ แต่งแต้มเสียงวรรณยุกต์ของคำสุดท้ายในแต่ละวรรคไว้ได้อย่างไพเราะ ระดับเสียงสูงต่ำในภาษาไทย
(เสียงวรรณยุกต์)เป็นเสมือนเสียงดนตรีในบางตำแหน่งของคำหากใช้เสียงวรรณยุกต์บางเสียงกลอนอาจขาดความไพเราะได้
นักเขียนกลอนสมัครเล่นอย่างเราๆ จึงมักจะจดจำการลงเสียงท้ายวรรคทั้งสี่ ว่า "เต้น ๆ จัตวา สามัญ สามัญ"
ดังนั้นนักแต่งกลอนต้องระวังให้จบกลอนในแต่ละวรรคด้วยเสียงที่ถูกต้อง การจบกลอนแต่ละวรรคต้องระวังเสียงที่เป็นข้อห้าม
สังเกตกลอนที่ควรแก้ไขเรื่องเสียงวรรณยุกต์ดังนี้

โลกสวยสดงดงามเพราะความรัก ไม่รู้จักความรักโลกเศร้าหมอง
เหมือนที่พี่ไร้เธอเป็นคู่ครอง เจ้าจงตรองพี่นี้คิดถึงเจ้า
พี่นี้คิดถึงเธอไม่วางวาย ไม่ห่างหายในรักคิดถึงเธอ
ไม่ได้พบได้เจอเธอนะเออ คงจะเพ้อละเมอทุกคืนวัน


จะเห็นว่าคำสุดท้ายในวรรคที่ ๔ ๕ และ ๖ มีเสียงวรรณยุกต์ที่ทำให้เสียงของกลอนกระด้าง ไม่นุ่มนวลชวนฟัง
ผู้เขียนกลอนทุกคนจึงต้องระวังเรื่องนี้ด้วยเพราะกลอนของไทยก็คล้ายๆกับทำนองเพลงนั่นเองเสียงวรรณยุกต์ที่พริ้วไป
ตามข้อกำหนดจะทำให้ท่วงทำนองกลอนมีความไพเราะขึ้นยิ่งหากได้เนื้อความที่กินใจด้วยแล้วความสมบูรณ์ของกลอน
ก็จะเพิ่มขึ้นอีกมาก


ขอบคุณ http://www.st.ac.th/thaidepart/undo_3.php
กลเม็ดในการเขียนกลอนนั้น ผู้เขียนต้องหมั่นสังเกตแนวทางของกวีแต่ละท่าน
เราซึ่งเป็นผู้ศึกษา จึงต้องหมั่นศึกษาตัวอย่าง การอ่านมาก และฝึกเขียนอยู่บ่อย ๆ ย่อมทำ
ให้เรามีการพัฒนาตนเอง การพยายามแกะหาแนวทางหรือศิลปะ เป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่จะ
ช่วยให้เรามีศิลปะในการประพันธ์มากขึ้น

ขอนำเสนอ "กลเม็ดเผด็จกลอน" พอเป็นตัวอย่างนำให้
มองเห็นแนวทางในการพิจารณากลอน หากสามารถมองเห็นจุดเด่นของ
กลอนที่ตนเองอ่านอยู่นั้นได้ ต่อไปก็จะสามารถนำศิลปะ หรือเทคนิคนั้นๆ ไปใช้ได้
และเมื่อแต่งจนชำนาญแล้ว ย่อมเกิดศิลปะเป็นของตนเองได้ต่อไป

TIPS ๑ เมื่อคำส่ง ลงด้วยเสียงวรรณยุกต์ "ตรี"

โดยทั่วไป คำส่ง(คำสุดท้ายในแต่ละบท) นิยมลงด้วยเสียง "สามัญ"แต่มีบางครั้งที่
คำส่งนั้น อาจจะลงท้ายด้วยเสียง "ตรี" ซึ่งหากเป็นไปในกรณีเช่นนี้ กวีมักจะให้ "คำรับ"
(คำสุดท้ายในวรรคที่ 2 ของบทต่อไป) ลงด้วยเสียง "เอก" หรือเสียง "โท" ซึ่งจะทำให้
กลอนมีความไพเราะยิ่งขึ้น
ลักษณะที่นิยม : หากคำส่งเป็นเสียง "ตรี" จะรับด้วยเสียง "เอก" หรือ "โท" และ คำรอง ในวรรค
ต่อมาก็จะเป็นเสียง "ตรี" ด้วย ดังเช่น


จะถักร้อย สร้อยทราย สายสวาท ขออำนาจ ปรารถนา อย่ารู้สิ้น
ดนตรีคลื่น ครื้นเครง อย่างเพลงพิณ กล่อมให้ยิน และให้ย้ำ คำว่า รัก(เสียงตรี)

หัวใจเธอ อยู่ที่นี่ หรือที่ไหน โปรดฟังใจฉันแจง แจ้งประจักษ์(เสียงเอก)
แม้ใจสอง พ้องใจ ได้พิงพัก(เสียงตรี) จะสลัก รักล้น บนฟองทราย
"แม่พิมพ์ใจ" ...เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
และหากคำรับเป็นเสียง "โท" ก็มักจะให้คำรองเป็นเสียง "ตรี" ด้วย เช่นกัน
จุดโชติช่วง ห้วงนภา ดอกฟ้าคลี่ ระยับยิบ พริบพรี อยู่ที่นั่น(เสียงโท)
เหมือนใกล้ใกล้ แค่นี้ ที่ตรงนั้น(เสียงตรี) เพียงหาญดั้น ขึ้นไป ก็ได้ชม
"แด่ดอกฟ้า" ...จินตนา ปิ่นเฉลียว

ลวงทั้งตัว ทั้งตา ว่าฟ้าหยาด แค่เอื้อมอาจ โอบหาว เด็ดดาวเผย
สำนึกความ จริงได้ อายนักเอย ใจหนึ่งเย้ย ใจตัว นี้ชั่วนัก (เสียงตรี)
ที่ยกใจ จากดิน ถวิลฟ้า เพียงเพื่อล้ม ถลา มาอกหัก (เสียงเอก)
ความสมหวัง ดังดอกฟ้า ชาวฟ้ารัก (เสียงตรี) มีหรือจัก หยาดฟ้า มายาใจ
"แด่ดอกฟ้า" ...จินตนา ปิ่นเฉลียว

TIPS ๒ เล่นสัมผัสอักษรท้ายช่วงจังหวะกลอนในแต่ละวรรค

กลอนสุภาพนิยมอ่านออกเสียงเป็นสามช่วงจังหวะในแต่ละวรรค คือ 3-2-3 หรือ 3-3-3
ศิลปะในการแต่งกลอนประเด็นนี้ก็คือ การเล่นสัมผัสอักษรที่คำท้ายจังหวะในแต่ละวรรค
หมายถึงคำที่ 3 คำที่ 5 และคำที่ 8 ในแต่ละวรรคจะสัมผัสอักษรกัน

ลักษณะที่นิยม : คำที่ 3 และ,หรือ 5 และ,หรือ 8 ในแต่ละวรรค ซึ่งเป็นคำท้ายช่วงจังหวะ จะสัมผัสอักษร

จะกอดแก้ว ด้วยกลอน ขจรกรุ่น เป็นอกหนุน อุ่นเนื้อ เมื่อนอนหนาว
แล้วร้อยดาว เรียงดวง เป็นรวงดาว สว่างพราว กระพริบพริ้ม ชมฉิมพลี

ประจงจูบ กลางใจ ไกลกระเจิด ลอยเตลิด ล่องหล้า มาเรื่อยรี่
อิสินธร ผ่านสุทัศน์ ข้ามนัทธี พี่จะชี้ พลางเชิญ ให้เพลินชม
"นิทานที่ลานโพธิ์" ...เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

กลอนบทข้างบนนี้เล่นสัมผัสอักษรท้ายช่วงจังหวะกลอนที่แพรวพราวมาก มีสัมผัสอักษร
ท้ายช่วงจังหวะในทุกๆวรรคตามคำที่เน้นสีแดง

TIPS ๓ สัมผัสอักษรในแต่ละช่วงจังหวะกลอน

กลเม็ดเผด็จกลอนในหัวข้อนี้เป็นการเล่นสัมผัสอักษร ในแต่ละช่วงจังหวะของกลอนแต่ละ
วรรค โดยใช้เทคนิคซ้ำเสียงอักษร (เสียงพยัญชนะ) นั้นอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงจังหวะต่อไปของ
กลอน เช่น จังหวะแรกใช้คำว่า "ต่อแก่น" ช่วงจังหวะกลอนต่อมาก็ใช้คำว่า "แตกกอ" นั่นคือ
การเล่นอักษร ตอ - กอ , ตอ - กอ นั่นเอง

ลักษณะที่นิยม : คำที่ 2-3 ในแต่ละวรรคจะเล่นอักษรกับคำ 4-5 หรือ คำที่ 4-5 เล่นอักษรกับคำที่ 6-7

โอ้เสาดล สนได้ นั้นไม่แปลก คร้านจำแนก ตำนาน เห็นขานขัน
แต่สิ่งหนึ่ง พึงเน้น เป็นสำคัญ คืออาถรรพณ์ ถิ่นนี้ นั้นมีทิพย์

ดินที่นี่ ดีนัก เนื้อหนักแน่น อาจต่อแก่น แตกกอ จากหน่อดิบ
เป็นดินเลน ลาดไกล ไปลิบลิบ หว่านลงสิบ ได้แสน กว่าแดนทราย
"นิราศกระช่อง" ...เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

กลอนข้างต้นนี้ หากสังเกตให้ดี ตัวอักษรที่เน้นสีเหลืองตัวหนา ใช้ศิลปะตามแบบหัวข้อใน
TIP 2 และส่งด้วยเสียงตรี (ทิพย์) รับด้วยเสียงเอก (ดิบ) ตามแบบ TIP 1

ตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นการเล่นอักษรโดยใช้คำที่ 4-5 เล่นอักษรกับคำที่ 6-7

ชื่อลำยอง ลองย้ำ คำนึงนับ วันวิญญาณ ฤาจะดับ ไปเสียสิ้น
วันที่เลือด ชโลมซ่าน เหนือลานดิน แปดธันวา เคยยิน คอยย้ำเตือน
...บุณยฤทธิ์ มากมี

TIPS ๔ การเล่นเสียงสูงต่ำ(เสียงวรรณยุกต์)ในกลอน

ภาษาไทยเป็นภาษาที่ละเมียดละไม มีระดับเสียงสูงต่ำที่เรียกว่าเสียงวรรณยุกต์ เสียง
สูงต่ำในภาษาไทยทำให้ถ้อยคำที่เรียบเรียง มีลักษณะคล้ายเสียงดนตรี หรือคล้ายเสียงตัวโน้ต
ดนตรี ซึ่งมีเสียง สูง - ต่ำ (โด เร มี ฟา ซอล ลา ซี โด) เช่นกัน มีการเรียกภาษาไทยว่า เป็น
ภาษาเสียงดนตรี กวีบางท่านจึงหยิบลักษณะเช่นนี้มาใช้ในบทกลอนบางตอน แม้จะมีการใช้
ไม่บ่อยนัก แต่ก็นับว่า เป็นจุดที่น่าสนใจเช่นกัน

ต้อยตะริด ติดตี่ เจ้าพี่เอ๋ย จะละเลย เร่ร่อน ไปนอนไหน
แอ้อีอ่อย สร้อยฟ้า สุมาลัย แม้นเด็ดได้ จะไม่ร้าง ให้ห่างเชย
"พระอภัยมณี" ...สุนทรภู่

ระลึกท้น โทนทับ ฉิ่งฉับฉิ่ง ติงทั่งติง ทั่งติง ทั่งติงทั่ง
เจ้าพลายงาม ศรีมาลา ไม่มาฟัง เพลงก็พราก จากวัง บางขุนพรหม
"บางขุนพรหม" ...เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ว่าวดุ๊ยดุ่ย ดุ่ยด้น บนปลายไผ่ ฉวัดไกว กังหัน ไม่ทันสิ้น
พอลมหวน ขลุ่ยก็โหย มาโรยริน ซอเสียงพิณ ไผ่สี ระรี่รับ
"เพลงขลุ่ยผิว" ..เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

TIPS ๕ ส่งสัมผัสสระระหว่างวรรคไปยังคำที่ 5 ในวรรคต่อไป

โดยปกติแล้วการรับส่งสัมผัสระหว่างวรรคซึ่งเป็นสัมผัสบังคับนั้น กำหนดไว้ว่าให้ส่งไปยัง
คำที่ 3 หรือ 4 หรือ 5 ในวรรคต่อไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว นิยมให้คำที่ 3 เป็นคำรับสัมผัส แต่
ในบางครั้งเราจะพบว่ากวีส่งสัมผัสมายังคำที่ 5 ในวรรคต่อไป กรณีนี้หากสังเกตให้ดีแล้วจะ
เห็นว่า กวีมักให้คำที่ 3 กับคำที่ 4 ในวรรคนั้นสัมผัสสระกัน

ระลึกท้น โทนทับ ฉิ่งฉับฉิ่ง ติงทั่งติง ทั่งติง ทั่งติงทั่ง
เจ้าพลายงาม ศรีมาลา ไม่มาฟัง เพลงก็พราก จากวัง บางขุนพรหม
"บางขุนพรหม" ...เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

จะเห็นได้ว่า คำว่า ฟัง ส่งสัมผัสมายังคำว่า วัง ซึ่งเป็นคำที่ 5 ในวรรคต่อมา กวีจึงกำหนด
ให้คำที่อยู่หน้าคำว่า วัง สัมผัสสระกัน (พราก...จาก) การทำเช่นนี้ช่วยให้กลอนมีเสียงที่
ไพเราะสละสลวยมากยิ่งขึ้น

TIPS ๖ การใช้คำซ้ำตอนท้ายวรรค

ใช้คำซ้ำในทุกวรรคโดยวางตำแหน่งคำซ้ำในที่เดียวกันทุกวรรคไป อาทิเช่น กำหนดให้
ท้ายวรรคของทุกวรรคเป็นคำซ้ำ

ฝนเพิ่งขาด เม็ดหมด ไปหมาดหมาด ที่ตลาด คนไป เป็นหมู่หมู่
ทุเรียนปล้อน เนื้อปลิ้น เป็นพูพู เข่งปลาทู ซ้อนทับ เป็นกองกอง
...เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ขอบคุณ http://www.st.ac.th/thaidepart/tip.php

เพชรน้ำหนึ่ง


๏...กลอนเก้าคำ จำไว้ ด้อยไพ"เราะ"
เขียนให้"เหมาะ" แปดคำ เพชรน้ำ"หนึ่ง"
แต่ละวรรค หนักแน่น ดุจแกน"กลึง"
กลอนจะ"ซึ้ง" ติดใจ และให้"คุณ"

..คำสุดท้าย วรรคแรก แยกพิ"เศษ"
สามัญ"เขต" หวงห้าม ตามเกื้อ"หนุน"
ท้ายวรรคสอง ต้องร ู้อยู่เป็น"ทุน"
เอก-โท"จุน" จัต วาประ"พนธ์"

..ท้ายวรรคสาม วรรคสี่ นี้จำ"มั่น"
เสียงสา"มัญ" -ตรีใช้ ได้ทุก"หน"
สัมผัสซ้ำ จำจด งดปะ"ปน"
จงคิด"ค้น" ถ้อยคำ ที่จำ"เป็น"

..ไม้ไต่คู้ ใช้กับ ไม้ไต่"คู้"
เมื่อฟัง"ดู" เด่นด ีดั่งที่"เห็น"
เสียงสั้นยาว ก้าวก่าย หลายประ"เด็น"
อย่าบำ"เพ็ญ" พ้องกัน นิรัน"ดร"

..อย่าเขียนให้ ใจความ ตามเพ้อ"นึก"
จงตรอง"ตรึก" ตระหนัก เรื่องอัก"ษร"
คติธรรม นำใส่ ให้สัง"วร"
รวมสุน"ทร" ถ้อยไว้ ให้งด"งาม"

..จุดจบก็ ขอให้ กินใจ"หน่อย"
มิควร"ปล่อย" เปะปะ เหมือนสะ"หนาม"
จบให้เด่น เห็นชัด จำกัด"ความ"
ให้ตรง"ตาม" เค้าโครง เรื่องโยง"ใย"

..เขียนเสร็จสรรพ กลับมา ตรวจตรา"ผิด"
ตรวจช"นิด" เรียงตัว ทั่วกัน"ใหม่"
เมื่อเห็นเพราะ เหมาะด ีจี้หัว"ใจ"
จึงเผย"ให้" ประชา ชนตรา"ตรึง"

..กลอนเก้าคำ จำไว้ ด้อยไพ"เราะ"
เขียนให้"เหมาะ" แปดคำ เพชรน้ำ"หนึ่ง"
แต่ละวรรค หนักแน่น ดุจแกน"กลึง"
ผู้อ่าน"จึง" จะชอบ ชมขอบ"คุณ"๚๛


ส. เชื้อหอม.........ประพันธ์

ขอบคุณ http://www.st.ac.th/thaidepart/poetry_1.php

' />


จากหนังสือ “กลอนและวิธีเขียนกลอน” ของ “ช่อประยงค์”ได้กล่าวว่า สัมผัสที่ไม่พึงปรารถนาในกลอนนั้นมีอยู่ ๖ ชนิด คือ

๑.สัมผัสเลือน ตามคำอธิบายของพระยาอุปกิตศิลปสาร หมายถึงสัมผัสที่อยู่ใกล้กันหลายคำจนทำให้เลอะเลือนไปหมด เช่น

“โอ้เจ้าพวงบุปผามณฑาทิพย์
สูงลิบลิบเหลือหยิบถึงตะลึงแหงน”

คำ “ลิบลิบ”กับ “หยิบ” นั้นเป็นสัมผัสรับได้ทั้งนั้น จึงทำให้พร่าไม่ไพเราะ

แต่บางท่านว่าสัมผัสเลือนหมายถึง การสัมผัสถึงคำที่ ๓ และที่ ๕ พร้อมกันในวรรครับหรือวรรคส่ง เช่น

“แม้เธอเป็นดอกฟ้าน่าถนอม
เหล่าชายล้อมอยู่พร้อมพรั่งดังฝูงผึ้ง
อย่าคิดฉันต่ำต้อยพลอยคะนึง
เอื้อมไม่ถึงก็พึงเจียมเสงี่ยมใจ”

จะเห็นว่าคำที่เป็นเสียง “อึง” นั้นมีดาษดื่นทั่วทั้งกลอน ก็ถือว่าไม่ไพเราะ

๒. สัมผัสซ้ำ หมายถึง คำที่เหมือนกันมาใช้ซ้ำกันในกลอนบทเดียวกัน ทั้งนี้เพ่งแลเสียงเป็นสำคัญ เช่น

“ถ้าฉันเป็นนักกลอนกระฉ่อนชื่อ
คนทั่วหล้านับถือพากล่าวขวัญ
ฉันคงคุยฉอดฉอดตลอดวัน
คงมีขวัญที่จะฝันเสกสรรกลอน”

ในที่นี้คำว่า “ขวัญ”มีรูปและเสียงซ้ำกันเป็นสัมผัสซ้ำ ในขณะเดียวกัน “ขวัญ” กับ “ฝัน” ก็ถือเป็นสัมผัสซ้ำด้วย

๓. สัมผัสเกิน หมายถึงการใช้คำที่มีเสียงสระหรืออักษรอยู่ชิดกันในวรรค มีทั้งสัมผัสเกินสระและเกินอักษร แต่สัมผัสเกินอักษรไม่ถือว่าเป็นข้อห้าม สัมผัสเกินสระนั้นแท้จริงก็ใช้ได้ แต่นักกลอนรุ่นหลังไม่นิยมใช้กัน ตัวอย่าง เช่น

“ไม่เคยคิดบิดเบือนว่าเพื่อนเบ่ง
ถึงเพื่อนเก่งเคร่งครัดไม่ขัดขวาง
จะคิดแปลกแหวกออกไปนอกทาง
ใจก็วางอย่างนั้นไม่ผันแปร”

“เคร่ง”ไปร่วมสัมผัสกับ “เก่ง” และ “อย่าง”ไปร่วมสัมผัสกับ “อย่าง” และ “วาง” แต่ถือว่าสัมผัสชนิดนี้ยังพอให้อภัยได้เพราะอาจไม่เจตนาหรืออาจมีเจตนาเพื่อ ย้ำคำหน้าให้เด่น , ขยายความให้ชัด , เป็นกลุ่มคำคล้องจอง , เป็นคำสัมผัสที่แยกไม่ออก

๔. สัมผัสแย่ง คือจะมีการส่งสัมผัสให้คำที่เหมาะสมในตำแหน่งที่ถูกต้อง แต่เกิดมีคำที่มีเสียงสระตัวเดียวกันมาตัดหน้าแย่งรับสัมผัสเสียก่อน เช่น

“เป็นนักเรียนไม่พอริก่อรัก
มันดีนักหรือไฉนใคร่ขอถาม
ถ้ามันงามหรือทำให้เรียนได้ความ
ก็น่าตามใจดูอยู่เหมือนกัน
แต่รู้กันความจริงนั้นมันไม่เหมาะ
เพราะรักเกาะเรียนก็อ่อนหย่อนเหหัน
ดีไม่ดีอาจดับลับชีวัน
จึงสำคัญคิดให้หนักเถิดนักเรียน”

“ความ”ควรรับสัมผัสกับ “ถาม” แต่มีคำว่า “งาม”มาแย่งสัมผัส หรือ “หัน”และ “เกาะ” ก็มีคำว่า “นั้น” , “มัน” และ “เพราะ” แย่งสัมผัส

๕. สัมผัสเผลอ เคยกล่าวไปแล้วในบทความเดือนกันยายน ๒๕๕๑ ลองย้อนไปอ่านดูนะครับ

๖. สัมผัสเพี้ยน คือสัมผัสคำที่มีเสียงสัมผัสใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้วเป็นเสียงคนละเสียงกัน เช่น

“พริกขี้หนูเม็ดเดียวแม้จะเล็ก
มีรสเผ็ดหนักหนาคราเคี้ยวเข้า”

คือคำว่า “เล็ก” กับ “เผ็ด” มีเสียงคล้ายกัน แต่ไม่ถือว่าเป็นสัมผัสครับ หรืออีกประเภทหนึ่ง คือ “แข็ง” กับ “แรง” ก็ถือว่าเป็นสัมผัสเพี้ยน เพราะ “แข็ง” มาจากสระ “แอะ” แต่ “แรง” มาจากสระ “แอ” ยกเว้นอาจจะมีใช้ในกลอนปฏิพากย์เหมือนกับสัมผัสเผลอซึ่งจะอนุโลมให้ได้ในกลอนชาวบ้าน แต่ถ้าตามฉันทลักษณ์แล้วถือว่า “ผิด”

เขียนโดย ทศพรรษ http://roikamhom.blogspot.com/2008/12/blog-post.html

ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tao

อยากให้อ่านกันค่ะ เผื่อเป็นข้อคิดสำหรับผู้ประสงค์จะเป็นนักกลอน


บทกวีการเมือง รางวัลพานแว่นฟ้า พ.ศ. 2548
นาฬิกาสงคราม : วิสุทธิ์ ขาวเนียม

นาฬิกาสงคราม นวัตกรรมของหื่นห่ามเหี้ยมกระหาย
เข็มเวลาจากกระดูกของคนตาย แกว่งลูกตุ้มกะโหลกร่ายเพลงเปลวไฟ
เพียงหยดเลือดหยดแรกแตกดอกสี ก็เริ่มต้นมิคสัญญียุคสมัย
สรวงสวรรค์รักละมุนอบอุ่นไอ ล่มสู่ใจกลางเล่ห์อเวจี
บุปผชาติช้ำชอกทิ้งดอกหอม ปวงผึ้งภู่อยู่ถนอมเตลิดหนี
พิราบรำพันพิราบอาบผงคลี ธารภูทุ่งรุ้งสีสะท้านตรม
คู่ตาทารกสะทกตื่น หวาดแต่เสียงเปรี้ยงปืนระเบิดขรม
ละอองกลิ่นดินประสิวในพลิ้วลม สะกดข่มอนาคตอันงดงาม
พลเมืองแห่งแดนดินคลุ้งกลิ่นศพ เปลี่ยนวิถีสุขสงบมาแบกหาม-
แต่ซากชีพซีดซูบหลากรูปนาม ฝังกลบดินก่อนย่ำยามหนอนเยี่ยมเยือน
โลกศานติตกแตกแหลกสลาย โลกของเหตุการณ์ร้ายยิ่งกลายเคลื่อน
ประวัติศาสตร์ฉบับเลือดเดือดปีเดือน ถูกเขียนขึ้นบนสันเขื่อนหยาดน้ำตา
นาฬิกาสงครามกระดิกเข็ม การต่อสู้ยิ่งข้นเข้มการเข่นฆ่า
ใจประเทศโบราณสะท้านชะตา รอช่วงล่วงลาความเรืองไร
เมื่อสงคราม (งานฉลองของภูตผี) นำมาซึ่งมิคสัญญียุคสมัย
พลเมืองกลางคาวกลิ่นศพสิ้นใจ ก็เคว้งคว้างร้างไร้หวังตระการ
กลางเกลียวคลื่นขื่นทุกข์ที่รุกทบ เพลงสงครามสนามรบอันเหี้ยมหาญ
กระหึ่มกลบเพลงบุปผาระย้าบาน ทั้งกลบสิ้นแก่นสาร “ประชาธิปไตย”


กลอนบทนี้มีโวหารโดดเด่นอยู่สามประการ (หรือจะเรียกรวมๆว่า กวีสมัยใหม่มีเครื่องมือหากิน 3 อย่าง ก็ท่องยุทธจักรได้แล้ว) นั่นก็คือ

1.บุคคลาฐิษฐาน (Personification).
2.สัญลักษณ์ (SYMBOL)
3.อติพจน์ (hyperbole)


1. บุคลาธิษฐาน หรือ บุคคลวัต (Personification). บุคลาธิษฐาน มาจาก คำว่า บุคคล+อธิษฐาน คืออธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล หมายถึง ภาพพจน์ที่กล่าวถึงสิ่งไม่มีชีวิตกระทำกริยาอย่างมนุษย์ เช่น วรรคที่ว่า

"เข็มเวลาจากกระดูกของคนตาย แกว่งลูกตุ้มกะโหลกร่ายเพลงเปลวไฟ"

(อันที่จริงควรใช้คำว่า "ร้องเพลงเปลวไฟ" จะเหมาะกว่า
เพราะการ ใช้คำว่า ร่าย จะไปรับสัมผัสกับคำว่าตาย ซ้ำยังส่งสัมผัส เลือนไปถึง คำว่าไฟ ด้วย


ประยงค์ อนันทวงศ์ อรรถาธิบายถึง สัมผัสเลือน ไว้ในหนังสือ กลอน และวิธีการเขียนกลอน ความว่า

สัมผัสเลือน หมายถึงสัมผัสที่อยู่ใกล้กันหลายคำ จนทำให้เลอะเลือนไปหมด เช่น
“โอ้เจ้าพวงบุปผามณฑาทิพย์ สูงลิบลิบเหลือหยิบถึงตะลึงแหงน"
หรือ
”แม้เธอเป็นดอกฟ้าน่าถนอม เหล่าชายล้อมอยู่พร้อมพรั่งดังฝูงผึ้ง”
คำว่า ลิบลิบ กับ หยิบ และ ล้อม กับ พร้อม เป็นสัมผัสรับได้ทั้งนั้น ก็คือทำให้สัมผัส เลือน ไป บางท่านว่า สัมผัสเลือน หมายถึง การสัมผัสคำที่ 3 และ 5 ในวรรครับและส่ง

ประยงค์ อนันทวงศ์ ยังได้อรรถาธิบาย เกี่ยวกับ การส่งสัมผัสกลอน ในกรณีอื่นๆ ผู้เขียนคิดว่ามีประโยชน์จึงขอเสริม ไว้อีกสักหน่อย ความว่า

สัมผัสซ้ำ หมายถึงคำที่เหมือนกันมาซ้ำกันในสัมผัสนอกของกลอนบทเดียวกัน เช่นว่า
“ถ้าฉันเป็นนักกลอนกระฉ่อนชื่อ คนนับถือทั่วหล้าพากล่าวขวัญ
ฉันคงคุยฉอดฉอดตลอดวัน คงมีมีขวัญที่จะฝันเสกสรรกลอน”
สัมผัสซ้ำ ในที่นี้อยู่ที่คำว่า ขวัญ ซ้ำนั่นเอง

สัมผัสแย่ง คือคำที่มีเสียงสระตัวเดียวกันมาตัดหน้าแย่งสัมผัสตามฉันทลักษณ์ไปก่อนอย่างเสียมารยาท เช่น
“เป็นนักเรียนไม่พอริก่อรัก มันดีนักหรือไฉนใคร่ขอถาม
ถ้ามันงาม หรือทำให้ เรียนได้ความ ก็น่าตาม ใจดู อยู่เหมือนกัน
แต่รู้กัน ความจริง มันไม่เหมาะ เพราะรักเกาะ เรียนก็อ่อน หย่อนเหหัน
ดีไม่ดี อาจดับลับ ชีวัน จึงสำคัญ คิดให้หนัก เถิดนักเรียน”
คำว่า งาม ไปแย่งกับคำว่า ความ ทำให้กลอนดูประหลาดไป เพราะเวลาอ่านจะลงคำว่า งาม ก่อน เป็นการแย่ง ความ ไปอย่างหน้าด้านๆ เช่นเดียวกับ เพราะ ที่แย่งสัมผัสกับ เหมาะ ก่อน เกาะ

พูดถึงเรื่องข้อห้ามเรื่องการส่ง สัมผัส กลอน สมัยนี้ จะเคร่งครัดก็เฉพาะในงานประกวดกลอนสดเท่านั้น นักเลงกลอนสดรุ่นใหม่ ถึงกับเกาหัวแกร็กๆ ถามข้าพเจ้าว่า พี่ๆ กวีซีไรต์ ยุคใหม่เขาแต่งกลอนไม่เน้นเรื่องสัมผัส แล้วทำมัยกรรมการประกวดกลอนสด ท่านหักคะแนน เรื่องสัมผัสเลือน ละพี่ ถ้าเชื่อกรรมการประกวดกลอนสด ก็จะไม่ได้เป็นกวีซีไรต์ ใช่หรือไม่ครับ เอ่อๆๆ คือว่า .....

วกกลับเข้ามาเรื่อง บุคลาธิษฐาน ในสมัยก่อนกวีใช้ บุคลาธิษฐาน ในวงแคบๆ ส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาเช่น เมื่อจะกล่าวถึง พระพุทธเจ้ามีชัยชำนะต่อพญามาร ก็กล่าว ไว้เป็น วสันตดิลกฉันท์ ความว่า

พาหุงสะหัสสะมะภินิม..............มิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ..................ระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ...................ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เม...................ชะยะมังคะลานิ

แปลความได้ว่า
เมื่อครั้ง พญามารเนรมิตแขน 1,000 แขน ถืออาวุธในมือ
ขี่ช้างครีเมขละ สะพรึบพร้อมด้วยกองทัพอันน่าสะพรึงกลัว
พระจอมมุนีทรงชนะด้วยทานบารมีเป็นต้นอันชอบธรรม
ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า

พญามาร ในที่นี้ก็คือ กิเลส ความฟุ้งซ่าน ความท้อถอย ในจิตใจ ของพระพุทธองค์
แต่กวี ได้บรรยาย ถึง กิเลส ให้ดูประหนึ่งว่ามี ชีวิต ฉะนั้น พญามาร ในที่นี้ จึงเป็นเพียงแต่การใช้ บุคลาธิษฐาน ของกวีนั่นเอง

2.สัญลักษณ์ (SYMBOL)

"บุปผชาติช้ำชอกทิ้งดอกหอม ปวงผึ้งภู่อยู่ถนอมเตลิดหนี"
บุปผชาติ เป็นสัญลักษณ์ ของความสงบสุข
ปวงผึ้ง เป็นสัญลักษณ์ของประชาชน

ถ้าเป็นลีลา เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็จะบรรยายทำนองว่า

ในหญ้ารกนั้นมีทาง เปลี่ยวอ้างว้างไร้คนเดิน
ทากน้อยจึงทาเงิน เป็นเงางามวะวามไว้
รอว่าสักวันหนึ่ง ซึ่งตะวันอันอำไพ
จะเกรี้ยวกราดและฟาดไฟ ประลัยหญ้าลงย่อยยับ
เมื่อนั้นแหละเงินงาม รวีวามจะตามจับ
เพชรผกายจะฉายวับ ขับเงินยวงแห่งช่วงทาง
และทากน้อยจะถมเนื้อ เพื่อภาวะแห่งผู้สร้าง
ระเหิดหายละลายร้าง อย่างเคยเคยทุกคราวครั้ง
ทางนั้นจึ่งปรากฏ ทอดไปจรดที่ใจหวัง
ตราบใดที่หญ้ายัง ก็บังใจที่ไขว่คว้า
การเกิดต้องเจ็บปวด ต้องร้าวรวดและทรมา
ในสายฝนมีสายฟ้า ในผาทึบมีถ้ำทอง
มาเถิดมาทุกข์ยาก มาบั่นบากกับเพื่อนพ้อง
อย่าหวังเลยรังรอง จะเรืองไรในชีพนี้
ก้าวแรกที่เราย่าง จะสร้างทางในทุกที่
ป่าเถื่อนในปฐพี ยังมีไว้รอให้เดิน ฯ
(เพียงความเคลื่อนไหว :เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)


ทาก เป็น สัญลักษณ์ ของนักศึกษาที่เข้าป่าเป็นคอมมิวนิสต์ ในสมัยนั้น
หญ้า เป็น สัญลักษณ์ ของ อำนาจเผด็จการ

"การเกิดต้องเจ็บปวด ต้องร้าวรวดและทรมา"

การเกิดต้องเจ็บปวด เป็นสัญลักษณ์ ของลัทธิคอมมิวนิสต์
หมายความว่า การเกิดขึ้นของลัทธิคอมมิวนิสต์ เหมือนดั่ง ผู้หญิงคลอดลูก ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ต้องเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสเป็นตายเท่ากัน
แต่เมื่อ ลูกคลอด แล้วอยู่รอดเป็นทารก เมื่อใด ผู้เป็นแม่ก็จะพบแต่ความสุข ลัทธิคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นเพื่อปลดปล่อยมวลชนผู้ทุกข์ยากให้เท่าเทียมเป็นอิสระ
เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะพบแต่ความสุขแต่ก่อนที่จะคลอดลัทธิคอมมิวนิสต์จำต้องแลกมาด้วยการเสียเลือดเนื้อของคนในชาติ นั่นเอง

อัศนี พลจันทร หรือที่เรารู้จักท่านในนามปากกาว่า นายผี ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ชอบใช้สัญลักษณ์

ฟังอะไร (โคลงดั้นวิวิธมาลี)
สงฆ์ชราเรืองพรตพริ้ง...............เพรางาม
ขึ้นสู่หอระฆังขาน-......................ย่ำแล้ว
เสียงระฆังคั่งอาราม...................ไพเราะ..เรื่อยแฮ
หมาหมู่หอนเจื้อยแจ้ว..................สอดจริง

สามเณรหนุ่มน้อยขึ้น (คึ่น)................หอระฆัง
ยามค่ำย่ำคือลิง..............................ย่ำล้อ
ระฆังลูกเดียวดัง.............................ด้อยลูก..ลั่นฮา
หมาหมู่หอนเจื้อยฮ้อ.......................เห่าแถม

ภิกษุซึมเซ่อขึ้น................................ดั่งเขา
ย่ำระฆังดั่งแกม................................เก่งบ้า
ฟังเสียงระฆังเดา..............................ดูออก..ไฉนเฮย
หมาหมู่หอนเจื้อยฮ้า..........................น่าหวัว

ใคร่รู้ใครขึ้นย่ำ...................................ค่ำยาม..นี้ฤา
ผิบ่แลเห็นตัว......................................ตรึกไซร้
ฟังเสียงหมู่หมางาม............................ละพ่อ
ฟังระฆังคุ้นให้....................................แจ่มเห็น

สัญลักขณ์ ที่ใช้

คนย่ำระฆัง=ผู้นำประเทศ
การย่ำระฆัง=รูปแบบ/วิธีการปกครอง
เสียงระฆัง=ผลแห่งการปกครอง
หมา=ประชาชน
นายผี ได้ ด่ากราดไว้ ว่า ไม่ว่าใครขึ้นตีระฆัง หมาก็หอนรับทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าอยากรู้ว่าใครตีระฆัง ดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีพรตควรแก่การเคารพ
ต้องหัด ฟังเสียงระฆังให้คุ้นหูไว้ นั่นเอง เพราะฟังแต่เสียงหมาหอน ไม่ได้

3.อติพจน์ (hyperbole) แปลว่าพูดโม้เกินจริง

จากกลอนนาฬิกาสงคราม วิสุทธิ์ ขาวเนียม ได้ใช้อติพจน์ ไว้ความว่า

"ประวัติศาสตร์ฉบับเลือดเดือดปีเดือน ถูกเขียนขึ้นบนสันเขื่อนหยาดน้ำตา"

สันเขื่อนหยาดน้ำตา จัดเป็นอติพจน์ เพราะน้ำตาคนเราคงไม่มากมายอะไรขนาดที่จะต้องใช้เขื่อนมากักเก็บไว้

จับใจความได้ว่า วิสุทธิ์ ขาวเนียม พูดโม้ในกลอนไว้นั่นเอง

หรือใน โคลงนิราศนรินทร์ ใช้อติพจน์แสดงถึง ความรักของกวีไม่มีวันจืด จาง แม้ทุกสิ่งในโลกนี้ จะสูญสลายไปหมด ดังความว่า

เอียงอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรเอย
เมรุชุบสมุทรดินลง เลขแต้ม
อากาศจักจารผจง จารึก พอฤา
โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม อยู่ร้อนฤาเห็น

ตราบขุนคิริข้น ขาดสลาย แลแม่
รักบ่หายตราบหาย หกฟ้า
สุริยจันทรขจาย จากโลก ไปฤา
ไฟแล่นล้างสี่หล้า ห่อนล้างอาลัย

เป็นการพูดโม้ว่า จะเทหัวใจออกมาให้ดูบ้างล่ะ (เอียงอก เท ออกอ้าง)
เอาเขาพระสุเมรุเป็นปากกา เอาน้ำในมหาสมุทร+แผ่นดิน ผสมเป็นน้ำหมึก เขียนลง อักขรเลขา แต้มลงในห้วงอากาศ (ใช้อากาศแทนกระดาษ) บ้างล่ะ ก็ยังเขียนบรรยายความรักที่มีต่อนางได้ไม่หมดสิ้น


ต่อให้ขุนเขาถล่ม
สวรรค์ชั้นฟ้าทั้ง หก ในฟากฟ้า (ฉกามาพจร) มลายหายไป
ไม่มีดวงอาทิตย์ดวงจันทร์
ไฟประลัยกัลป์ เผามอดหมดทั้ง อบายภูมิสี่ ก็ไม่มีวันหมดความคิดถึง โม้เก่งจริงๆ อิๆ


จากการสังเกตของผู้เขียนพบว่า

กลอนสมัยใหม่พยามใช้คำง่ายๆ แต่เรียงลำดับประโยคให้มันแปลกๆ ใช้บุพบท และสันธาน อย่างฟุ่มเฟือย
เช่น

นวัตกรรมของหื่นห่ามเหี้ยมกระหาย
ละอองกลิ่นดินประสิวในพลิ้วลม
ก็เคว้งคว้างร้างไร้หวังตระการ

นี่ละกระมังที่เขาเรียกว่าว่าภาษากวี หมัยใหม่

นอกจากนี้กวี หมัยใหม่ยังลบปมด้อย ว่าด้วยเรื่อง อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณ์ โดยเสริมปมเด่น ว่าด้วยเรื่อง
บุคคลาฐิษฐาน (Personification) สัญลักษณ์ (SYMBOL) และอติพจน์ (hyperbole) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการหากิน เอ้ยใช้เป็นเครื่องมือในการประพันธ์บทกวีอันแสน....จะไพเราะ

พอเขียนมาถึงตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังสงสัยว่าทุกอย่างล้วนมีเหตุที่มา กลอนลีลาสมัยใหม่ แบบนี้มันคุ้นๆ ตา พิกลๆ
โอ้ อ้า....................คิด ออกและ
และแล้วข้าพเจ้าก็ได้ข้อสมมติฐานที่ว่า กวีสมัยใหม่ ต้องมีกลอนเรื่อง พระมะเหลเถไถ ของคุณสุวรรณ เป็น Idol แน่ๆเลยเชียว เพราะลีลา ภาษา คล้ายกันมั่กๆ ยกตัวอย่างเช่น

บทละครเรื่อง พระมะเหลเถไถ ผู้แต่ง คุณสุวรรณ

๏ ช้าปี่ เมื่อนั้น
พระมะเหลเถไถมะไหลถา
สถิตย์ยังแท่นทองกะโปลา
ศุขาปาลากะเปเล
วันหนึ่งพระจึงมะหลึกตึก
มะเหลไถไพรพรึกมะรึกเข
แล้วจะไปเที่ยวชมมะลมเต
มะโลโตโปเปมะลูตู
ตริแล้วพระมะเหลจึงเป๋ปะ
มะเลไตไคลคละมะหรูจู๋
จรจรัลตันตัดพลัดพลู
ไปสู่ปราสาทท้าวโปลา ฯ๖คำฯ เพลงช้า

๏ ร่าย ครั้นถึงจึงเข้าตะหลุดตุด
ก้มเกล้าเค้าคุดกะหลาต๋า
มะเหลไถกราบไหว้ทั้งสองรา
จึงแจ้งกิจจามะเลาเตา
ด้วยบัดนี้ตัวข้ามะเหลเถ
ไม่สบายถ่ายเทกะเหงาเก๋า
จะขอลาสองราหน้าเง้าเค้า
เที่ยวมะไลไปเป่าพนาวัน ฯ๔คำฯ
๏ เมื่อนั้น
ท่านท้าวโปลากะปาหงัน
กับนางตาลากะปาลัน
ได้สดุบตรุบหันมะเลเท
มะลอกทอกบอกว่าจะลาไป
พนาปำทำไมจะไพล่เผล
มะเลอเตอเป๋อเปื้อนเที่ยวเชือนแช
จึงตรัสห้ามมะเหลเถมะเลทา
เจ้าอย่าไปไชเชกะเปลู
จงเอ็นดูพ่อเถิดมะไหลถา
พระมะเหลไถเฝ้ามะเลาชา
ก็จำให้ลูกยามะลาปอง ฯ๖คำฯ
ยังมีต่อ อ่านเพิ่มได้ที่ เวป http://www.arts.chula.ac.th/~complit/etext/maley.htm

(คุณสุวรรณ เป็นกวีสาวชาววังยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คุณสุวรรณเป็นผู้แต่งบทละครเรื่อง พระมะเหลเถไถ และบทละครเรื่อง อุณรุทร้อยเรื่อง (ใช้เนื้อหานิทานพื้นบ้าน+นิทานชาดก หลายๆ เรื่อง มาผสมเป็นเรื่องเดียวกัน (Mix) จึงได้ชื่อว่า อุณรุทร้อยเรื่อง) นักวิชาการบางท่านก็ว่าคุณสุวรรณ เสียจริต (เป็นบ้า) เพราะคนสติดีๆ ย่อมไม่สามารถแต่งกลอนบ้าๆ แบบนี้ออกมาได้ นักวิชาการบางท่านก็ว่า คุณสุวรรณคงไม่ได้บ้าจริง เพียงแต่เพี้ยนๆเ ท่านั้น เพราะถึงจะใช้คำที่ไม่มีความหมายเป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้อ่านสามารถเข้าใจบริบทของกลอนที่สื่อได้ อีกทั้งคุณสุวรรณสามารถลำดับเรื่องราวในกลอน อย่างมีเหตุผล กลอนของคุณสุวรรณจึงมีลักษณะเป็น การล้อเลียน เสียดสี (parody) วรรณกรรมหลักเรื่อง อิเหนา เช่นเดียวกับบทละครเรื่อง ละเด่นลันได ของ พระมหามนตรี (ทรัพย์) นั่นเอง)

ทั้งหมดทั้งมวล ที่กล่าวมานี้ สรุป สั้นๆได้ใจความว่า
กวีสมัยใหม่ ยังหูหนาตาเร่อ อยู่มาก ซ้ำร้ายยังยโสโอหัง มืดบอด มิจฉาทิฐฐิ
เดินตามรอยกวีสมัยก่อนอยู่ต้อยๆ แต่ปากกลับร้องตะโกนอย่างทรนงตนว่า กูนี่ล่ะสมัยใหม่ ได้สร้างสรรบทกวีแห่งยุค ขึ้นมาแล้ว ไม่ซ้ำรอยตีนใคร อา......โอ อนิจจา

ขอบคุณ http://www.midnightuniv.org/forum/index.php?topic=4505.0
คำไวพจน์


คือคำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้ในบริบทต่างๆกัน

กษัตริย์ - ขัตติยะ บดี บดินทร์ บพิตร นฤบดี
ภูวไนย ภูมินทร์ ราชา นฤบาล นฤเบศร์
นฤบดี นฤบดินทร์ มหิดล บพิตร พระเจ้าอยู่หัว
ภูบดี ไท้ ไท นรินทร์ นเรนทร์ นโรดม ธเรศ
จักรพรรดิ์ ราชา ราชาธิราช ราช อดิศรภูวนาถ
ภูวไนย ภูมิบาล นริศ ธรณินทร์ อธิราช จักรี
งาม - วิไล ไฉไล ลาวัณย์ ลอย สวย โสภา โสภณ
คน - ชน นิกร นร
ควาย - กาสร กระบือ มหิงสา
ช้าง - กรี กุญชร คช คชา พลาย สาร หัตถี ไอยรา
ดอกบัว - โกมุท โกมล ปทุม อุบล
เด็ก - กุมาร กุมารี ผู้เยาว์ ดรุณ ดรุณี
ดอกไม้ - โกสุม บุปผา บุษบา มาลี ผกา มาลัย พเยีย
ตาย - สิ้นชีพ เสีย อาสัญ มรณะ วายปราณ ถึงแก่กรรม สิ้นชีพตักษัย
สวรรคต
น้ำ - กระแสสินธุ์ คงคา ชลธี ชลธาร ธารา ชลสินธุ์ อุทก วาริน
อาโป วารี ชล คงคา
ปลา - มัจฉา มัสยา
ผู้หญิง - กัลยา เยาวมาลย์ ยุพิน นงคราญ สตรี อิตถี นารี กามินี พธู
กัญญา กันยา กัลยาณี กานดา นงเยาว์ นงพะงา อิตถิ อิสตรี อรไท
อนงค์ บังอร นรี นารี ยุพเยาว์ ยุพเรศ วนิดา วธู สุดา

แผ่นดิน - ไผท พสุธา หล้า พิภพ ธรณี ภูมิ ธรณี ปฐพี ธาตรี ธรา

พูด - กล่าว จำนรรจา วจี วาจา สนทนา
พระอินทร์ - อมรินทร์ สหัสนัยน์ เพชรปาณี มัฆวาน โกสีย์ สักกะ สุชัมบดี
พระพุทธเจ้า - พระตรีโลกนาถ พระพุทธองค์ พระทศพล พระภควันต์ ตถาคต

พระชินสี
ภูเขา - คีรี ไศล บรรพต ภูผา สิงขร
ม้า - อาชา อาชาไนย สินธพ พาชี ดุรงค์ หัย อัศวะ
ลม - พระพาย วาโย วายุ
ลิง - กระบี่ วานร
วัว - โค พฤษภาคม
ศัตรู - ข้าศึก ดัสกร ริปู ปัจจามิตร ไพรี ปัจนึก อริ
พระจันทร์ - รัชนีกร แข บุหลัน นิศากร ศศิธร แข รัชนี บุหลัน
นิศากร วราลี ตมิสา ตารเกศ ศศิธร
พระอาทิตย์ - ทินกร ประภากร ทิวากร ตะวัน สุริยา ไถง สุริยะ
สุริยัน พันแสง สุรีย์ รวิ ระวี
ทองคำ - สุวรรณ เหม กนก มาศ อุไร

เมือง - บุรี ธานี นคร ปุระ กรุง

ภูเขา - คีรี สิงขร บรรพต ไศล ศิขรินทร์
นักบวช - มุนี ฤษี ดาบส นักพรต นักสิทธิ์

ไฟ - อัคคี เตโช เพลิง อัคนี บาพก
ช้าง - ไอยรา ดำรี กุญชร สาร คช

ท้องฟ้า - นภา เวหา อัมพร คัคนานต์ ทิฆัมพร วรัมพร โพยม เวหา คัคนางค์
นก - สกุณา ปักษา สุโนก วิหค ชากร ปักษี สกุณี บุหรง ทวิช
งู - อุรค ภุชงค์ ผณี ทีฆชาติ นาคา
ยักษ์ - อสูร รากษส แทตย์ ทานพ มาร
เทวดา - อมร เทพ สุร เทพยดา นิรชร เทวา อมร
นางฟ้า - อัจฉรา อัปสร รัมภา เทพธิดา เทวี

เด็ก - พาล ทารก ดรุณ กุมาร ศิศุ
ต้นไม้ - พฤกษ์ รุกข์ ตรุ เฌอ ทุม

พ่อ - บิดา ชนก บิตุรงค์ บิดร ปิตุ
แม่ - มารดา ชนนี ชเนตตี นนทลี มาตุ
สวยงาม - ประไพ อำไพ วิลาวัณย์ วิไล โสภา
ข้าศึก - ริปู ปัจนึก ศัตรู ปรปักษ์ บร
ตาย - อาสัญ บรรลัย มรณา ตักษัย วายชนม์
ใจ - กมล หทัย ฤดี ฤทัย แด
ป่า - อรัญ ชัฎ ไพร พงพี พนา ไพรสัณฑ์ พนาสณฑ์ พนัส พนาดร เถื่อน
พง ดง อารัญ ไพร อรัญ พนาวัน ไพรวัน
ม้า - อาชา อาชาไนย พาชี หัยราช สินธพ
เพชร - มณิ มณี พัชร พชระ วิเชียร วชิร วชิระ วัชระ

จาก http://www.pasasiam.com/home/index.php/main-pasathai/171-2008-09-08...

เพิ่มเติม http://www2.srp.ac.th/~sodsri/student/wipod/

*************************************************************

คำไวพจน์

คำไวพจน์ คือ คำที่มีความหมายเหมือนกันแต่มีรูปต่างกันและมาจากภาษาต่างกัน
พระพุทธเจ้า – พระสัพพัญญู พระโลกนาถ พระสมณโคดม พระตถาคต พระชินวร ชินศรี
สวรรค์ – ไตรทิพย์ สรวง สุราลัย สุริยโลก ศิวโลก สุขาวดี สุคติ เทวโลก ไตรทศาลัย
เทวดา – เทพ เทวินทร์ อมร สุรารักษ์ เทวัญ นิรชรา ไตรทศ ปรวาณ แมน เทวา
พระอิศวร – ตรีโลกนาถ บิดามห ศิวะ ศุลี มหาเทพ มเหศวร ภูเตศวร ศังกร ปศุบดี
พระพรหม – จัตุพักตร์ นิรทรุหิณ พระทรงหงส์ วิธาดา กมลาสน์ สรษดา ธาดา ปรชาบดี
พระวิษณุ – กฤษณะ ไวกุณฐ์ ไกษพ มาธพ สวภู พระจักรี ไตรวิกรม พระนารายณ์ จักรปาณี
พระเจ้าแผ่นดิน – บดินทร์ นโรดม นฤเบศน์ เจ้าหล้า ภูมินทร์ นฤบดี จอมราช ราเชนทร์ ขัตติยวงศ์
พระอินทร์ – โกสีย์ โกษี อินทรา มรุตวาน อมรินทร์ วชิราวุธ อมเรศร วัชรินทร์ ท้าวพันตา ตรีเนตร
ครุฑ – ไวนเตยะ สุวรรณกาย เวนไตย สุบรรณ กาศยป วิษณุรถ นาคานตกะ ปันนคนาสน์
พระอาทิตย์ – ทิพากร ทิวากร ทินกร ภาสกร รวิ รวี รพิ ระพี ไถง อังศุมาลี ภานุมาศ ตะวัน
พระจันทร์ – เดือน ศศิ ศศิธร บุหลัน โสม นิศากร แข รัชนีกร แถง นิศาบดี ศิวเศขร
นางอุมา – กาตยายนี เคารี ไหมวดี ภวาณี รุทธานี จัณฑี นางกาลี
คำพูด – วาจา วจี วัจนะ พจนา พากย์ ถ้อย วัจนา
งู – นาคราช อุรค ภุชงค์ อสรพิษ อหิ เงี้ยว
นรก – นิรย ทุคตินารก นิราบาย
น้ำ – คงคา นที สินธุ์ สาคร สมุทร ชลาลัย อุทก ชโลธร อาโป สลิล รัตนากร อรรณพ อัมพุ
ปลา – มัจฉา มัสยา มัจฉาชาติ มิต ชลจร วารีชาติ อัมพุชา ปุถุโลม มีนา มีน
เมือง – บุรี ธานินทร์ ราชธานี นคร นครินทร์ นคเรศ ประเทศ พารา กรุง นครา บุรินทร์
คน – มนุษย์ มรรตย นร นคร มานพ ชน บุรุษ
ลูกชาย – บุตร ปรัตยา ตนุช โอรส กูน เอารส
ลูกหญิง – บุตรี ธิดา ธิตา สุดา ทุหิตา
ผู้หญิง – อรไท แก้วตา ดวงสมร นงคราญ นงพะงา บังอร สายสมร พธู อิตถี สมร ร้อยชั่ง
ผู้หญิง – สตรี อนงค์ อิสตรี กัญญา กันยา กานดา นงเยาว์ มารศรี ยุพเยาว์ ยุพเรศ วนิดา
ผู้หญิง – นงลักษณ์ นารี ดรุณี กัลยาณี ยุพดี ยุพา ยุพิน ยุวดี เยาวเรศ สุดา สัตรี พนิดา นงราม
นก – สกุณ สกุณี สกุณา วิหค ปักษี ทิชากร ปักษิณ ปักษา บุหรง ทวิช ทวิชาชาติ
ช้าง – หัสดี กุญชร คช กรี ดำริ คชินทร์ คชาธาร หัตภี คเชนทร์ กวิน ไอยรา คชา กรินทร์ หัสดินทร์
ม้า – พาชี สินธพ อาชาไนย ไหย อัศว แสะ มโนมัย อาชา อัศวะ
ราชสีห์ – ไกรสีห์ ไกรสร นฤเคนทร์ สีหราช สีห์ สิงโต

จาก http://www.kanzuksa.com/ShortNote.asp?T=1&data=17&data1=1

*****************************************************************

พจนานุกรม

1. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒

http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp

2. ค้นหาคำศัพท์จาก พจนานุกรม ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน

http://guru.sanook.com/dictionary/พจนานุกรม_ไทย-ไทย_ราชบัณฑิตยสถาน/ก/

3. พจนานุกรม - ไทย - ไทย เว็บไซต์พลังจิต

http://www.palungjit.com/dict/search.php?search_sid=186&kword=%...

4. พจนานุกรมเสียง ไทย-อังกฤษ-ไทย

http://guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?qID=&wi=&...
เคล็ดลับการแต่งกลอน
ระดับชั้น : ประถมศึกษา
กลุ่มสาระฯ : ภาษาไทย
สาระ : หลักการใช้ภาษา

บทกลอน นับเป็นบทร้อยกรองไทย ที่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากกว่าบทร้อยกรองชนิดอื่น อาจเป็นเพราะสามารถแต่งได้ง่ายกว่าบทร้อยกรองชนิดอื่นก็เป็นได้ พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน ได้กำหนดความหมายของคำว่า "กลอน" ในแง่ของร้อยกรองหรือคำประพันธ์ว่า

"คำประพันธ์ซึ่งแต่เดิมเรียกว่าคำเรียงที่มีสัมผัสทั่วไป จะเป็นโคลง ฉันท์ หรือกาพย์ก็ตาม เช่น ในคำว่า ชุมนุมคำกลอนเอย, ครั้นเรียกเฉพาะคำประพันธ์บางอย่างเป็นคำโคลง คำฉันท์ คำกาพย์แล้ว คำประพันธ์นอกจากนี้อีกอย่างหนึ่งจึงเรียกว่า คำกลอน เป็นลำนำสำหรับขับร้องบ้าง คือ บทละคร เสภา สักวา บทดอกสร้อย เป็นเพลงสำหรับอ่านช้าง คือ กลอนเพลงยาว หรือกลอนตลาด"

ในการแต่งกลอนให้มีความไพเราะนั้น ผู้แต่งที่ยังไม่ชำนาญมักจะประสบกับปัญหาประการสำคัญ คือ ไม่รู้จะเริ่มต้นกลอนวรรคแรก และจบกลอนวรรคสุดท้ายอย่างไร ในที่นี้จึงขอสรุปข้อเขียน เรื่องเคล็ด (ไม่ลับ) การเขียนกลอนจากหนังสือ ต้มยำทำกลอน มาแนะนำ ดังนี้

เคล็ดลับในการเขียนกลอน สำคัญอยู่ที่การขึ้นต้น ให้น่าประทับใจ การดำเนินเรื่องให้มีความต่อเนื่อง เชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกัน ใช้สำนวนโวหารชวนติดตาม มีการใช้คำเปรียบเทียบ ใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม มีการเล่นคำและใช้ข้อความที่เป็นคติสอนใจ และจบบทกลอนให้น่าประทับใจเหมือนตอนขึ้นต้น กลอนจึงจะน่าอ่าน น่าสนใจ

การขึ้นต้นบทกลอนให้น่าประทับใจ ชวนให้ติดตามมีหลายวิธี เช่น ขึ้นต้นด้วยคำนิยาม คำจำกัดความ การบอกเล่า หรือ การปฏิเสธเรื่องราว การใช้เสียงหรือสัญลักษณ์ เป็นต้น ซึ่งยกตัวอย่างมาเป็นแนวทาง ดังนี้

๑. ขึ้นต้นด้วยสำนวนไทย คำพังเพย สุภาษิต เช่น


น้ำขึ้นให้รีบตักหลักภาษิต เป็นข้อคิดคำคมสมสมัย
เมื่อโอกาสมีอยู่สู่หลักชัย รีบฉวยไว้ยื้อแย่งแข่งเวลา


จาก เวลาและวารีไม่ยินดีจะคอยใคร ของ ประสิทธิ์ บุญวงศ์
๒. ขึ้นต้นด้วยการบอกเรื่องราวประสบการณ์ชีวิต เช่น



จากเยาว์วัยไร้เดียวสาซึ่งน่ารัก เริ่มรู้จักความสดใสแห่งวัยรุ่น
เหมือนกุหลาบอาบน้ำค้างกลางอรุณ เอิบอบอุ่นประกายจับสายตา


จาก ยุวสตรีไทย ของ ณรงค์ อิ่มเย็น
๓. ขึ้นต้นด้วยความรัก ความประทับใจ เช่น



เลือดจะฉีดขึ้นหน้าเวลาพบ ยิ่งประสบแววตาซื่อมือจะสั่น
พูดไม่ออกบอกไม่ได้ใบ้ความกัน ผูกสัมพันธ์ทีละน้อยด้วยรอยยิ้ม

จาก รัก ของ ชมพร จือเหลือง

๔. ขึ้นต้นด้วยการใช้ธรรมชาติมาเป็นอารมณ์ เช่น


หนาวลมหนาวเหน็บย้ำดึกกำดัด พระจันทร์ลัดห้วงหาวเหินดาวเหนือ
กระซิบฟ้าฝากดาวหนาวเหน็บเนื้อ ว่าหนาวใจใครจะเอื้อให้อุ่นใจ


จาก เจ้าพระยาถึงฝั่งโขง ของ สงวน สมกาย
เมื่อขึ้นต้นบทกลอนและดำเนินเรื่องไปด้วยดีแล้ว ตอนจบก็ควรดีด้วย เพื่อให้กลอนประทับใจผู้อ่าน ซึ่งเคล็ดลับในการเขียนตอนจบของกลอนให้น่าประทับใจคือ

๑. จบด้วยคำคมที่ลึกซึ้ง กินใจ เช่น



คนท่าทางสั่งฟ้าวอนมาถึง คำคำหนึ่งมอบแด่คนแควใหญ่
ถึงสายน้ำลำฝั่งแยกทางไป ขอสายใจอย่าต้องเป็นสองแคว


จาก จากท่ายางถึงแควใหญ่ ของ เกสรดาว
๒. จบด้วยทิ้งปริศนาให้คิด คล้ายเป็นการฝากข้อคิดให้คนอ่านช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหาของสังคม เช่น



นี่ก็ผ่านลมหนาวหลายคราวแล้ว ไม่มีแววว่าครูมาอยู่ใหม่
มีแต่เสียงผู้แทนอยู่แสนไกล มีแต่ครูไทยถูกฆ่าตาย


จาก ครูไทย ของ สรรพสิทธิ์ เลอสรรพ์

๓. จบด้วยสรุปใจความ ฝากข้อคิดเห็น แต่ชวนให้คนอ่านคิดต่อไปอีก หรือในลักษณะเป็นสัจธรรมเช่น



มองโลกด้วยปัญญาแสงสว่าง จะพบส่วนดียังทุกก้าวย่ำ
โดยระเบียบวิถีสัจธรรม สิ่งสวยงามลึกล้ำในตัวเอง


จาก ธาตุแท้ ของ จอมจตุรงค์

๔. จบด้วยการหักมุม พลิกความคาดหมาย คือ เขียนถึงเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ครั้นเวลาจบกลับไปจบอีกเรื่องหนึ่ง คาดเดาไม่ได้ เช่น



สักวาลาศรีปทุมล้วนหนุ่มสาว คงมีคราวผูกพันพบกันใหม่
สงสารเอยมาฟังโดยตั้งใจ จนเวลาเลื่อนไหลไปเนิ่นนาน
ฟังพิทักษ์รักษาภาษาสยาม ให้งดงามเคียงแผ่นดินคู่ถิ่นฐาน
อย่าหลงเล่ห์ "โลกาภิวัตน์" นิทรรศการ หวยรัฐบาล "แปดเจ็ด" เลขเด็ดเอย


จาก สักวาลาจาก ของ ประสิทธิ์ โรหิตเสถียร

๕. จบด้วยการซ้ำบทแรก เพื่อเน้นความรู้สึก
๖. จบด้วยสำนวนไทย สุภาษิต คำพังเพย

เคล็ดลับในการแต่งกลอนนี้ คงจะเป็นแนวทางสำหรับผู้หัดแต่งกลอนได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตามผู้แต่งควรหมั่นฝึกฝนแต่งกลอนบ่อยๆ ด้วย จึงจะทำให้กลอนที่แต่งไพเราะน่าอ่าน และน่าประทับใจได้

ที่มา http://www.aksorn.com/webguide/webguide_detail.php?content_id=64

บทของกลอน
คำกลอนวรรคหนึ่ง เรียกว่า กลอนหนึ่ง สองวรรค หรือสองกลอน เรียกว่า บาทหนึ่ง หรือคำหนึ่ง สองคำ หรือสองบาท หรือสี่วรรค หรือสี่กลอน เรียกว่า บทหนี่ง วรรคทั้งสี่ของกลอน ยังมีชื่อเรียกต่างๆ กัน และนิยมใช้เสียงต่างๆ กันอีก คือ
๑. กลอนสลับ ได้แก่ กลอนวรรคต้น คำสุดท้าย ใช้คำเต้น คือนอกจากเสียงสามัญ แต่ถ้าจะใช้ ก็ไม่ห้าม
๒. กลอนรับ ได้แก่ กลอนวรรคที่สอง คำสุดท้าย นิยมใช้ เสียงจัตวา ห้ามใช้เสียงโท, สามัญ, ตรี, และวรรณยุกต์เอกมีรูป วรรณยุกต์เอกไม่มีรูป ไม่ห้าม แต่ต้องให้คำสุดท้าย ของกลอนรอง เป็นเสียงตรี
๓. กลอนรอง ได้แก่ กลอนวรรคที่สาม คำสุดท้าย นิยมใช้ เสียงสามัญ ห้ามใช้เสียงจัตวา หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์
๔. กลอนส่ง ได้แก่ กลอนวรรคที่สี่ คำสุดท้าย นิยมใช้ เสียงสามัญ ห้ามใช้คำตาย และคำที่มีรูปวรรณยุกต์ จะใช้คำตายเสียงตรี บ้างก็ได้
บาทของกลอน
คำกลอนนั้น นับ ๒ วรรคเป็น ๑ บาท ตามธรรมดา กลอนบทหนึ่ง จะต้องมีอย่างน้อย ๒ บาท (เว้นไว้แต่กลอนเพลงยาว หรือกลอนนิราศ ซึ่งนิยมใช้บทแรก ที่ขึ้นต้นเรื่อง เพียง ๓ วรรค) บาทแรก เรียกว่า บาทเอก บาทที่ ๒ เรียกว่า บาทโท คำกลอนจะยาวเท่าไรก็ตาม คงเรียกชื่อว่า บาทเอก บาทโท สลับกันไปจนจบ และต้องจบลง ด้วยบาทโทเสมอ เช่น

นิราศเรื่องหัวหินก็สิ้นสุด เพราะจากบุตรภรรยามากำสรวล (บาทเอก)
เมื่ออยู่เดียวเปลี่ยวกายใจคร่ำครวญ ก็ชักชวนให้คิดประดิษฐ์กลอน (บาทโท)
ใช้ชำนาญการกวีเช่นศรีปราชญ์ เขียนนิราศก็เพราะรักเชิงอักษร (บาทเอก)
บันทึกเรื่องที่เห็นเป็นตอนตอน ให้สมรมิตรอ่านเป็นขวัญตา (บาทโท)
มิใช่สารคดีมีประโยชน์ จึงมีโอดมีครวญรัญจวนหา (บาทเอก)
ตามแบบแผนบรรพกาลโบราณมา เป็นสาราเรื่องพรากจากอนงค์ (บาทโท)

-จากนิราศหัวหิน-

หลักนิยมทั่วไปของกลอน
๑. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ และวรรคที่ ๒ ก็ดี คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ และวรรคที่ ๔ ก็ดี ไม่ควรใช้คำ ที่มีเสียงเหมือนกัน หรือคำที่ใช้สระ และตัวสะกด ในมาตราเดียวกัน เช่น

ก. ในไพรสณฑ์พรั่งพรึบด้วยพฤกษา แนววนาน่ารักด้วยปักษา
ข. เขาเดินทุ่งมุ่งลัดตัดมรรคา มั่นหมายมาเพื่อยับยั้งเคหา
ค. เห็นนกน้อยแนบคู่คิดถึงน้อง มันจับจ้องมองตรงส่งเสียงร้อง
๒. คำที่รับสัมผัส ในวรรคที่ ๒ และที่ ๔ ควรให้ตำแหน่งสัมผัส ตกอยู่ที่พยางค์สุดท้าย ของคำ ไม่ควรให้สัมผัสลงที่ต้นคำ หรือกลางคำ ยิ่งเป็นกลอนขับร้อง ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้เสียความ ในเวลาขับร้อง เช่น

สดับถ้อยสุนทรนอนดำริ จนสุริยาแจ้งแจ่มเวหา
๓. คำสุดท้ายของวรรค ควรใช้คำเต็ม ไม่ควรใช้ครึ่งคำ หรือยัติภังค์ เว้นไว้แต่ แต่งเป็น กลบทยัติภังค์ หรือเป็น โคลง, ฉันท์ และกาพย์ เช่น

อันถ้อยคำของท่านนั้นเป็นสา มานย์วาจาฟังไปไม่เกิดหรร
ษารมณ์เลยสักนิดเพราะผิดจรร ยาทั้งนั้นไร้ศีลฉันสิ้นอา(วรณ์)
การแยกคำออกใช้คนละครึ่ง ในระหว่างวรรค เช่นนี้ไม่ควรใช้
๔. ไม่ควรใช้ภาษาอื่น ที่ยังมิได้รับรอง มาใช้เป็นส่วนหนึ่ง แห่งภาษาไทย เช่น

โอไมเดียร ดาริ่งมิ่งสมร บิวตี้ฟูลสุนทรหฤหรรษ์
แม่ชื่นจิตสวิตฮารตจะคลาดกัน ใจป่วนปั่นหันเหเซกู๊ดบาย
ส่วนคำบาลี และสันสกฤตใช้ได้ เพราะเรารับมาใช้ เป็นส่วนหนึ่ง แห่งภาษาไทย แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องแปลงรูปคำเสียก่อน จะนำมาใช้ทั้งดุ้นไม่ได้
๕. ไม่ควรใช้ "ภาษาแสลงโสต" คือถ้อยคำที่พูดด้วยความตลกคะนอง หยาบโลน หรือเปรียบเทียบ กับของหยาบ ซึ่งใช้กันอยู่ ในกลุ่มคนส่วนน้อย และรู้กัน แต่เฉพาะในวงแคบๆ เช่น คำว่า ม่องเท่ง, จำหนับ, จ้ำบ๊ะ, ตั้กฉึ้ก, ถังแตก, ยกล้อ ฯลฯ


ขอบคุณ ศูนย์สนเทศเสียงไทย

http://thaiarc.tu.ac.th/poetry/klon/index.html
กลอนเปล่า และ วรรณรูป

กลอนเปล่า
งานร้อยกรองประเภทหนึ่งที่ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ใช้สัมผัส ใช้กลวิธีในการแต่งอย่างอิสระ โดยมีลักษณะ
พื้นฐานคือเขียนวรรคละหนึ่งบรรทัด และไม่บังคับสัมผัส ปัจจุบันนิยมแต่งกัน
ไม่บังคับสัมผัสอย่างร้อยกรอง แต่ใช้ลีลาและจังหวะโวหารแบบร้อยกรอง จึงไม่จัดอยู่ในคำประพันธ์แบบ
ร้อยแก้ว

ตัวอย่าง
เวิ้งฟ้า
กลางวันเชื้อเชิญดวงอาทิตย์มา
เดินแจกแสงแดด
ไปทั่วห้วงจักรวาล
แจกใบให้ต้นไม่ใบหน้า (ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าหรือไม่)
ทั่วทุกต้น
(พจนา จันทรสันติ)


วรรณรูป หรือ กวีนิพนธ์รูปธรรม

จากกลอนเปล่ากวีนำเสนองาน ที่ใช้ตัวหนังสือประกอบกันเป็นรูปภาพที่ช่วยสื่อความหมายเป็นการ
ผสมผสานงานทัศนคติศิลป์และวรรณศิลป์เข้าด้วยกัน

ตัวอย่าง
กลางคืน
ท้องฟ้ายามกลางคืน
ดาว
ดาว
ดาว
ดาว
จันทร์
ดาว
ดาว
ดาว
ดาว
พื้นดินทุกแห่งเงียบหลับ คงเหลือแต่เสียงร้องของแมลง
ลูกลูกนอนหลับสบาย
(จ่าง แซ่ตั้ง)



กลอนเปล่า (Blank Verse) เป็นกลอนในวรรณคดีอังกฤษที่ไม่มีการสัมผัสคำ แต่มีการเน้นเสียงในลักษณะ lambic Pentameter คือ 1 บาท แบ่งเป็น 5 จังหวะ จังหวะละ 2พยางค์ พยางค์แรกเสียงเบา (ลหุ) พยางค์หลังเสียงหนัก (ครุ)

กลอนเปล่าได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของกวีนิพนธ์ประเภทบรรยายโวหารยาวๆ รวมทั้งงานด้านปรัชญาและการละคร นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา

...สำหรับกลอนเปล่าของไทยนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงนำกลอนเปล่าเข้ามาใช้ในไทย โดยใช้เป็นบทสนทนาที่แปลมาจากบทละครของเช็คเสปียร์

...ต่อมา จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบทร้อยกรองชื่อพิราบขาวในลักษณะของกลอนเปล่า แต่เป็นกลอนเปล่าที่เปลี่ยนแปลไปจากเดิมในความหมายจากตะวันตก ซึ่งทำให้มีผู้เรียกว่า กลอนปลือย

--- กลอนเปล่าและกลอนเปลือยที่ไทยใช้ จึงหมายถึงงานเขียนที่ผู้แต่งมุ่งประหยัดและพิถีพิถันในการใช้คำและที่สำคัญ คือ ผู้เขียนพยายามจัดถ้อยคำเป็นวรรค หรือเป็นรู้ใดรูปหนึ่งคล้ายร้อยกรอง เพียงแต่ไม่มีสัมผัสบังคับเท่านั้น

จ่าง แซ่ตั้ง ใช้ความเป็นจิตรกรในการเขียนงานกวีนิพนธ์ งานบางชิ้นวางรูปร่างโดยคำนึงถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ งานของจ่าง จึงมีความเป็น วรรณรูป ด้วย เช่น กลางคืน หนี :

กลางคืน

ท้องฟ้า ยามกลางคืน

ดาว

ดาว

ดาว

ดาว

จันทร์

ดาว

ดาว

ดาว

ดาว

พื้นดินทุกแห่ง เงียบ คงเหลือนแต่เสียงร้องของแมลง

หนี

ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ไล่ ตามเวลาไม่ทัน

หนี หนี หนี หนี หนี หนี หนี หนี หนี หนี หนี หนี หนี หนี หนีความตายไม่พ้น

+++ จากที่กล่าวมาจะเป็นว่า จ่าง แซ่ตั้ง เขียนกลอนเปล่าด้วยรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดที่ต้องการจะสุท้อนออกมาเป็นสำคัญ แนวการเขียนของจ่าง ทำให้มีนักเขียนรุ่นหลังนำไปเป็นแบบอย่างในการเขียนบ้าง

หยาดฝน เป็นผลงานของผกาดิน (นามปากกา) ที่วางรูปแบบเป็นวรรณรูป โดยวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เหมือนเป็นเม็ดฝนหล่นจากฟ้า ตรงกับเนื้อความที่พรรณนาไว้

เด็ก

คนนั้น

มองสายฝน

ภายนอกหน้าต่าง

หยาดน้ำฝนจากฟ้า

หลั่งมาเป็นสาย

ดู ซิ จ๊ะ

น้ำฝน

ใส

สาว

คนนั้น

มองสายฝน

ภายในหัวใจ

หยาดน้ำฝนจากใจ

หลั่งมาเป็นสาย

ดู ซิ จ๊ะ

น้ำฝน

ขุ่น

>>>..ว้าวววว สวยงาม..br />
อบ ไชยวสุ เขียนกลอนเปล่าล้อเลียนผู้ที่เขียนกลอนเปล่าไว้ในเรื่อง โป ปูรีโดยใช้นามปากกาว่า L.ก.ฮ. มีข้อความว่า

ผมเรียกเป็นส่วนตัวของผมว่า กลอนเปลือย

ชายคนหนึ่งไปเที่ยวน้ำตก

ถ้าน้ำเป็นเพียงน้ำ เขาก็ไม่ตาย

แต่นี่น้ำมันตก

เขาจึงตกไปกับน้ำ

ตาย

......และ........

ชายคนหนึ่งเห็นรถบรรทุกศพ

อยากรู้ว่าใครตาย

ถามคนนั่งหน้ารถ

ตอบว่าไม่รู้ ผมเป็นแต่คนขับ

บ่นว่าคนขับก็น่ารู้

คนขับว่าก็รู้อยู่อย่าง

ว่าไม่ใช่ผม

แล้วก็ไม่ใช่คุณ

(ฮ่าๆๆๆ)

->..กลอนเปล่าเป็นการเขียนที่ครอบคลุมเนื้อหาหลายประเภท ทำให้เร้าความสนใจ และน่าอ่านกว่าร้อยแก้ว ทันอกทันใจผู้อ่านกว่าร้อยกรอง..<-

อย่างที่หลายๆ คนชอบแต่งกันนักไง เพราะมันแต่งง่ายที่สุดแล้ว

ข้อมูลทั้งหมดจาก : หนังสือร้อยกรอง ของ รองศาสตราจากย์ วราภรณ์ บำรุงกุล


ขอบคุณ ที่มา http://horo.exteen.com/20050918/entry


ขอขอบคุณ http://www.geocities.com/Tokyo/Club/8843/verse.htm

กลอนเปล่า - กลอนเปลือย

กลอนเปล่า ( Blank words ) มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น กลอนอิสระ กลอนปลอดสัมผัส คำร้อยไร้ฉันทลักษณ์ เป็นคำประพันธ์รูปแบบใหม่ ที่มีลักษณะกำกึ่งระหว่างร้อยกรองกับร้อยแก้ว ดังนั้นจึงเป็นการเรียบเรียงถ้อยคำ โดยไม่มีลักษณะบังคับทางฉันทลักษณ์ท่ตายตัว แต่ก็ไม่ใช่ความเรียงเขียนติดต่อกันไปอย่างร้อยแก้ว จะมีการแบ่งเป็นช่วงเป็นวรรค ที่ได้จังหวะงดงาม สั้นหรือยาวก็แล้วแต่เนื้อความ การแบ่งข้อความเป็นวรรคเป็นช่วงนี่เอง ทำให้ดูแล้วมีลักษณะเหมือนกลอน กลอนเปล่าจะมุ่งเน้นเนื้อหามากกว่า
รูปแบบ ไทยได้รับอิทธิพลกลอนเปล่ามาจากตะวันตก ผ้ที่นำกลอนเปล่ามาใช้ในไทย คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอย่หัว รัชกาลที่ 6 โดยใช้เป็นบทสนทนาของบทละครที่แปลมาจากบทละครของเช็คสเปียร์ เช่น เร่อง โรเมโอและจูเลียต เช่น

" นามนั้นสำคัญไฉนที่เราเรียกกุหลาบนั้น
แม้เรียกว่าอย่างอื่นก็หอมรื่นอย่เหมือนกัน
โรเมโอก็ฉันนั้น, แม้โรเมโอมิใช่นาม,
ก็คงจะยังพร้อม บริบูรณ์ ด้วยสิ่งงาม
โดยไม่ต้องใช้นามโรเมโอ, ทิ้งนามไกล "

ต่อมา จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบทร้อยกรอง ชื่อพิราบขาว ในลักษณะของกลอนเปล่า แต่เปลี่ยนแปลงไปจากของเดิม ในความหมายของตะวันตก ทำให้มีผู้เรียกว่า กลอนเปลือย
กลอนเปล่า-กลอนเปลือย จึงเป็นงานเขียนท่ใช้ถ้อยคำให้กระทัดรัด จัดเป็นบรรทัด มีความสั้น ยาว ไม่เท่ากัน หรือจัดเป็นรูปใดรูปหนึ่งคล้ายร้อยกรอง เพียงแต่ไม่มีสัมผัสบังคับเท่านั้น เช่น

ตัวอย่างที่ ๑ มีรูปแบบ - สัมผัส คล้ายกาพย์ยานี มีการใช้ภาพพจน์
สีเทาแห่งราตรี
มืดมนมีความเหว่ว้า
ลมหนาวพัดผ่านมา
มองนภาน่าหวั่นใจ
หริ่ง หริ่ง เรไรร้อง
ดั่งนวลน้องครวญคร่ำไห้
มองจันทร์ผ่องอำไพ
ดั่งดวงใจอาลัยเอย

ตัวอย่างที่ ๒ มีรูปแบบ - สัมผัส คล้ายกลอนแปด
ตอนนี้...ฉันรู้เธอสงสัย
ว่าทำไม...ฉันเปลี่ยนไปไม่เหมือนก่อน
ดูเงียบ ๆ ... เรียบง่ายไม่ซับซ้อน
ดูเฉยชากับทุกตอนที่ผ่านไป
...อยากบอกเธอไม่มีใครทำให้เปลี่ยน
แต่เรื่องเรียนฉันเคยเขียนความฝันไว้
อนาคตวาดไว้สูงฉันต้องไป
ใช่เธอทำผิดใจ
หรือหัวใจ... ข้างในมีใครแทน

ตัวอย่างที่ ๒ เป็นร้อยแก้วธรรมดา มุ่งเน้นอารมณ์
แม่จ๋า ...
หนูหนาวเหลือเกิน
ทำไมเราไม่มีเสื้อกันหนาวเหมือนคนอื่น
แม่จ๋า ...
หนูหิวเหลือเกิน
ทำไมเราไม่มีข้าวกินเหมือนคนอื่นเขา
.............................
ก็เรามันจนนี่ลูก...
แม่ตอบ...
น้ำตาแม่หลั่งไหล ... อาบแก้ม
...........................
แม่จ๋า...
แม่อย่าร้องไห้
หนูไม่หนาว หนูไม่หิวแล้ว


นักเขียนกลอนเปล่าในปัจจุบันมีเป็นจำนวนมาก แต่ผ้ท่ควรให้ความสนใจ คือ จ่าง แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นจิตรกรและนักปรัชญา จึงได้ประสานศิลปะการวาดภาพเข้ากับศิลปะการประพันธ์ ท่เรียกกันว่า วรรณรูป หรือ วรรณลักษณ์ ซึ่งเป็นการประพันธ์ท่ใช้ตัวหนังสือประกอบกับรูปภาพ ช่วยส่อความหมายของเนื้อความในบทประพันธ์นั้น เช่น

คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน
คน คน คน คน คน คน คน
คอยรถเมล์โดยสารประจำทาง...ที่ป้ายรถเมล์

แนวการเขียนของ จ่าง แซ่ตั้ง นี้ทำให้มีนักเขียนรุ่นหลัง ๆ นำไปใช้เป็นแบบอย่างบ้าง เช่น เรื่อง เรือจ้าง
จะเห็นได้ว่า คำประพันธ์ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม จนก่อให้เกิดคำประพันธ์ชนิดใหม่ ๆ แปลก ๆ เป็นจำนวนมากมายกว้างขวางขึ้น สมดังคำกล่าวที่ว่า " กวีฤาแล้งแหล่งสยาม"

ขอบคุณ http://sirimajan.exteen.com/20080310/entry


กลอนเปล่าได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ(ยุโรป) ไม่มีลักษณะบังคับ จะมีสัมผัสหรือไม่ก็ได้ กี่วรรค กี่คำใน1 บทก็ได้ เน้นความรู้สึกที่ต้องการถ่ายทอด

ลีลาของกลอน

ลีลา หมายถึงถ้อยคำสำนวนที่มีนวยนาดอันสง่างามประเจิดบรรจง โบราณจัดไว้ 4 ประเภท คือ

1. เสาวรจนี = ถ้อยคำชมโฉม
2. นารีปราโมทย์ = ถ้อยคำเล้าโลมหรือเกี้ยวพาราศี
3. พิโรธวาทัง = ถ้อยคำขุ่นเคืองหรือตัดพ้อต่อว่า
4. สัลลาปังคพิสัย = ถ้อยคำคร่ำครวญรำพึงรำพัน

ที่มา หนังสือหลักภาษาไทย ของ กำชัย ทองหล่อ


การพิจารณาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ต้องศึกษาตั้งแต่การเลือกชนิดคำประพันธ์ว่าผู้แต่งเลือกชนิดคำประพันธ์ได้เหมาะสมกับประเภทของงานเขียนหรือไม่ รู้จักตกแต่งถ้อยคำให้ไพเราะ สละสลวยและซาบซึ้งเพียงใด
โดยเฉพาะในบทร้อยกรอง ผู้แต่งจะต้องเลือกรูปแบบคำประพันธ์ให้เหมาะสม ดังนี้

1. โคลง นิยมใช้พรรณนาเรื่องราวที่สูงส่ง ไม่นิยมแต่งเป็นเรื่อง นิยมใช้คำที่มีน้ำหนัก และศัพท์เก่า

2. ฉันท์ นิยมแต่งในสมัยโบราณด้วยถือว่าเป็นของสูง มีแบบแผนและสง่างาม คำที่ใช้มักเป็นภาษาบาลี สันสกฤต มีครุ-ลหุ
ที่แต่งต่างกันออกไปตามชนิดของฉันท์ที่มีเอกลักษณ์ ปัจจุบันไม่มีผู้ใดแต่งฉันท์เป็นเรื่องยาวแบบสมัยก่อน

3. กาพย์ นิยมใช้กับบทพรรณนาเหตุการณ์หรืออารมณ์สะเทือนใจ มักใช้คำที่เรียบง่าย บางครั้งนิยมแต่งเป็นกาพย์ห่อโคลง

4. กลอน นิยมแต่งแพร่หลายที่สุด เพราะใช้คำเรียบง่าย สามารถนำไปขับร้องในการละเล่นต่างๆได้

5. ร่าย นิยมแต่งรวมกับโคลง ใช้พรรณนาเรื่องราวสูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์


การใช้โวหาร

โวหารเป็นศิลปะของการใช้ภาษาอย่างหนึ่งทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เป็นการใช้ถ้อยคำเพื่อให้ผู้อ่าน
เกิดจินตภาพ โดยเฉพาะในบทประพันธ์ร้อยกรอง ผู้แต่งนิยมใช้โวหารต่างๆหลายชนิดเพื่อเป็นสื่อในการถ่ายทอด เช่น

1. อุปมา เป็นโวหารเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง โดยผู้แต่งนำของสองสิ่ง
ซึ่งเหมือนกันมาเปรียบเทียบกันโดยมีคำว่า เหมือน คล้าย ราวกับ ดุจ กล เพี้ยง ประหนึ่ง เทียบ ดัง ฯลฯ
เป็นคำเชื่อม เช่น

สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา ท้องสองแก้มกัลยาดังลูกยอ
คิ้วก่งเหมือนกงดีดฝ้าย จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ
หูกลวงดวงพักตร์หักงอ ลำคอโตตันสั้นกลม

(ระเด่นลันได : พระมหามนตรี (ทรัพย์))


2. อุปลักษณ์ เป็นโวหารเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งมักใช้คำว่า เป็น คือ เท่า ในการเปรียบเทียบ เช่น

น้อมเศียรเคารพอภิวาท เบื้องบาทพระผู้พงศ์อสัญหยา
ขอเป็นเกือกทองรองบาทา ไปกว่าชีวันจะบรรลัย

(อิเหนา: พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)


3. บุคลาธิษฐาน เป็นการใช้โวหารสมมติสิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งหลายขึ้นเป็นบุคคล โดยให้สรรพสิ่งเหล่านั้น
แสดงอาการกิริยา มีความรู้สึกสำนึกคิดอย่างคน เช่น

เมื่ออาทิตย์ท่องไปไกลลับลิบ ฟ้าค่อยหยิบจันทรามาแก้หมอง
แสงนวลนาบทาบเห็นเพ็ญลำยอง เพลงดาวร้องรับแผ่วดังแว่วมา

(ใบไม้ที่หายไป : จิระนันท์ พิตรปรีชา)


4. อติพจน์ คือการกล่าวเกินจริงเพื่อสร้างความรู้สึกและอารมณ์ เช่น

ถึงต้องง้าวหลาวแหลนสักแสนเล่ม ให้ติดเต็มตัวฉุดพอหลุดถอน
แต่ต้องตาพาใจอาลัยวรณ์ สุดจะถอนทิ้งขว้างเสียกลางคัน

(นิราศเจ้าฟ้า : สุนทรภู่)

ยกมาบางส่วนจากเว็บไซต์ http://sakaeofm89.com/forum/index.php/topic,144.15.html
โดยใช้ชื่อช่ออักษราลี
พักตรงนี้




๏ ทิพย์อุษาโปรยทองล่องลานฟ้า
แก้วผกาโชยหอมมาอ้อมขวัญ
ซาบนาสาซ่านซึ้งถึงไกวัล
สัมผัสนั้นคือรุ่งรางแห่งชีวิต

๏ แว่วบุหรงส่งเสียงเจรียงโลก
ใต้อโศกคีตกานท์หวานตรึงจิต
พระพิรุณกรุ่นสายอมฤต
แนบสนิท ณ รัก จำหลักแล้ว

๏ อุทัยทองกรองผ่านม่านแสงธรรม
แผ่วลำนำพุทธสดับในทับแก้ว
วิเวกขานศานติสุขทุกทุกแนว
สงบแพร้วสงัดจิตสฤษฏ์มาน

๏ บุษกรฟ้อนธาราวารีชาติ
จะมุ่งมาดหมายค่าศรัทธาหวาน
ใช้ธาตุน้ำดับร้อนไฟในวิญญาณ
ณ สถานปัญญามหานที

๏ บุญญาเมฆเสกหยาดแก้วแผ่วสู่หล้า
สุขธรรมาชโลมจิตนิมิตศรี
โลกเร่าร้อนไฟรุมสุมชีวี
ดับอัคคีเย็นจิตบูชิตพุทธ

๏ มณฑารพโชยหอมอ้อมสวรรค์
สัตตบรรณงามลออบริสุทธิ์
เย็นวิปัสสนามายื้อยุด
เขลามนุษย์ให้แจ้งแห่งปัญญา

๏ ณ ดินแดนแห่งนี้ยังมีรัก
ธรรมพิทักษ์ชีวิตจิตหรรษา
ประหนึ่งทิพย์ชโลมขวัญอนันตา
อ้อมกอดฟ้าอุ่นธรรมล้ำวิไล ๚ะ๛

RSS

ครูไทยเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้มุ่งสู่ประชาคมอาเซียน "ร้อยดวงใจให้การศึกษา ร้อยปัญญามุ่งพัฒนาเด็กไทย"

เรียนรู้ พร้อมแบ่งปัน

  • ชื่อรูปภาพประจำตัวของสมาชิกในชุมชนนี้ขอความกรุณาให้ใช้ภาพจริงชื่อจริงนามสกุลจริงครับ
  • การอภิปราย เพิ่มภาพ แทรกวิดีโอหรือบันทึกกิจกรรมต่างๆ ขอให้เลือกให้ตรงหัวข้อด้วยครับ
  • ที่นี่ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ